Big Bike Skill : เทคนิค Hang On ทำอย่างไรและเพื่ออะไร

Big Bike Skill : เทคนิค Hang On ทำอย่างไรและเพื่ออะไร

เพื่อนๆ หลายคน อาจจะเคยเห็นการใช้เทคนิคการเข้าโค้งแบบ Hang On บนรถแข่งไม่ว่าจะเป็นในระดับการแข่งขันระดับไหนก็ตาม โดยหลายๆ คนก็มักจะเลียนแบบการใช้งานเทคนิคเหล่านี้ในการขับขี่บนสนามหรือบางคนก็ใช้มันบนท้องถนนสาธารณะ ซึ่งมันอาจจะไม่ผิดหากจะใช้เทคนิคนี้ในการขับขี่แบบปกติ แต่น่าจะดีกว่าถ้าเพื่อนๆ เข้าใจหรือรู้ถึงวัตถุประสงค์จริงๆ ของมัน

Honda CBR1000RR R SP Visordown Review (35)crop

ตามหลักการการเข้าโค้งแบบ Hang On นั้น เป็นการถ่ายเทน้ำหนักของตัวรถเพื่อการเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถจากจุดเดิม เพื่อให้เกิดจุดศูนย์ถ่วงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเราจะเห็นได้ว่าตัวของผู้ขับขี่มักจะเอียงไปอยู่ด้านในของโค้งเสมอ โดยการทิ้งน้ำหนักตัวของผู้ขับขี่ไปในมุมเดียวกับที่ตัวรถเอียงอยู่ เพื่อการสร้างสมดุลของตัวรถ โดยที่หน้ายางที่มันสัมผัสกับพื้นนั้นจะต้องเกาะอยู่เต็มราวๆ 80-90% ซึ่งเราจะสังเกตุได้ว่าองศาของแฮนด์และตำแหน่งของโช้คอัพหน้านั้นจะไม่เหมือนกับการหักเลี้ยวแบบปกติทั่วๆไป

อีกสาเหตุสำคัญของเทคนิคนี้ก็คือการเข้าออกโค้งที่รวดเร็วกว่า โดยมีเรื่องของ ground clearance หรือระยะห่างของท้องรถและตัวรถเป็นที่ตั้ง โดยผู้ขับขี่สามารถทำมุมกับจักรยานได้เร็วกว่าการนั่งแบบปกติ ทำให้มีระยะห่างจากพื้นมากขึ้นสำหรับพักเท้า ท้องรถ และท่อไอเสีย

10142

โดยที่หน้ายางที่ใช้ในเทคนิคนี้จะเน้นไปที่ขอบด้านข้างของหน้ายาง โดยเพิ่มการยึดเกาะและความรู้สึก เพราะยางสมัยใหม่นั้นถูกพัฒนามาให้เหมาะสมกับพื้นถนนของแต่ล่ะพื้นที่ แบ่งออกได้ตามประเภทของยาง แต่สำหรับยางที่ใช้ในสนามแข่งขั้น มีความแตกต่างเป็นอย่างมาก เพราะเนื้อยางหรือ Componment ของมันจะถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับพื้นยางมะตอยที่ถูกกำหนดให้มีความหนืดที่สูงกว่ายางมะตอยบนท้องถนนทั่วไปถึง 10 เท่า ทำให้ยางที่ใช้ในสนามการแข่งขันนั้นจะมีประสิทธิภาพและราคาที่สูงกว่า ดังนั้นเมื่อเราเทียบกับยางที่ติดมาจากโรงงานของรถมอเตอร์ไซค์นั้น มันถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนท้องถนนทั่วๆไป มากกว่าจะสร้างเนื้อยางที่เน้นการยึดเกาะบนพื้นที่มีความหนืดสูงเหมือนกับสนามแข่ง มาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ น่าจะพอเห็นภาพบ้างแล้วนะ

จากหลักการที่กล่าวไว้ข้างต้น เทคนิค Hang On นั้นเป็นการย้ายจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถไปยังจุดใหม่ ดังนั้นการขยับตัวบนรถคือประเด็นสำคัญที่สุด โดยการย้ายจุดศูนย์ถ่วงนั้นมีสองวิธีใหญ่ๆ คือการย้ายทั้งตัวของผู้ขับขี่และการย้ายเฉพาะส่วนอย่างสะโพกเป็นต้น และมีปัจจัยอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญนั่นก็คือความเร็วของตัวรถ หากเราใช้เทคนิคนี้บนความเร็วต่ำ มันก็สามารถทำได้ แต่จังหวะการพลิกกลับของตัวรถที่จากเอียงอยู่ให้ตั้งตรงนั้นจะกินระยะเวลาที่มากกว่าท่าทางการเข้าโค้งในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งนั้นมันจะไม่ทำให้เพื่อนๆ เร็วกว่าเดิมได้เลย ดังนั้นหากความเร็วที่ไม่สูงมากนัก อาจจะใช้เป็นการแทงเข่าชี้เข้าไปในโค้งและใช้หัวไหล่ฝั่งตรงข้ามของเข่าข้างที่แทงออกไป กดแฮนด์รถลง โดยที่เข่าอีกด้านนั้นหนีบกับตัวถังไปจะสามารถเข้าและออกโค้งได้อย่างรวดเร็วกว่า

MY17Steet triple RS mediagallery four 1920x1080

สำหรับการเข้าโค้งที่นุ่มนวลและใช้พื้นที่ที่น้อยที่สุดจะมีจุดเปลี่ยนน้ำหนักเล็กน้อย เพื่อนๆ จะได้รับประโยชน์จากมันและมันดูไร้สาระทีเดียว หากในอีกมุมหนึ่งคุณกำลังมองผ่านมุมหนึ่งซึ่งมีทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยมและเราสามารถมองเห็นว่าไม่มีอันตรายใดๆ นอกจากมุมตัวเอง ใช่มันค่อยข้างจะเสี่ยงหากใช้เทคนิคนี้บนท้องถนนสาธารณะ นอกจากการออกแบบของยางและพื้นถนนที่อาจจะไม่เหมาะกับแนวทางนี้

796396 (1)

ยังไงก็ตามเราก็ไม่แนะนำให้นำเอาเทคนิคนี้ไปใช้ในการขับขี่บนท้องถนนสาธารณะสักเท่าไหร่ เพราะอย่างที่เราย้ำเสมอมาถึงความเหมาะสมของรถและถนนของบ้านเราแล้ว สภาพการจารจรยิ่งเป็นการขับขี่แบบข้ามจังหวัดหรือทางบนเขานับว่าเป็นอะไรที่อันตรายมากๆ แต่ถ้าเพื่อนๆ สนใจที่อยากจะเรียนรู้วิธีการใช้งานเทคนิคนี้แบบจริงจังก็อยากให้ไปเรียนกับ Racing School ที่ปัจจุบันเปิดสอนอยู่หลายๆ เจ้า การเรียนในสนามแข่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.visordown.com

e3c5f26071a692f52c0a0ae44a03ec71.gif
a96bf05e3e035d09368c2ad5994a7a2d.gif
a5033c0952508ef29648d510d1a24ad6.gif