10 สุดยอดรถมอเตอร์ไซค์สำหรับสายเดินทาง

รถมอเตอร์ไซค์นั้นนับว่าเป็นยานพาหนะที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบิ๊กไบค์ที่หลายๆ คนมักจะเรียกมันใช้งานในการเดินทางไกล ออกทริป หรือใช้ในชีวิตประจำวัน และวันนี้เราทีมงาน Greatbiker ที่จะขอนำเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับ 10 รถมอเตอร์ไซค์สำหรับสายเดินทาง ที่น่าสนใจที่สุดในปัจจุบัน โดยจะเน้นไปที่โมเดลสำหรับการใช้งานบนเส้นทางปกติเป็นหลักนะครับ พวก Dual Sport หรือ ADV จะขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลยครับ

3

BMW R1250 RS
รุ่นย่อยที่เป็นเหมือนกับน้องเล็กที่สุดในซีรี่ส์ R1250 กับเจ้า BMW R1250 RS สปอร์ตทัวร์ริ่งที่เน้นการเดินทางด้วยความเร็วสูง โดยพื้นฐานนั้นมันจะถูกติดตั้งเครื่องยนต์ Boxer 2 ลูกสูบ 1,252 ซีซี แบบมีระบบวาล์วแปรผันหรือ ShiftCam ซึ่งจะสามารถตอบสนองต่อคันเร่งได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าในทุกๆ ย่านความเร็ว อีกทั้งตัวรถนั้นจะมีขนาดและน้ำหนักที่น้อยกว่ารุ่นพี่อย่าง R1250 RT และ GS ทำให้มันมีความคล่องตัวที่มากกว่า เหมาะสมกับการขับขี่ผ่านเส้นทางเมืองใหญ่ ที่อาจจะพบเจอการจารจรที่หนาแน่น และด้วยเบาะนั่งที่เตี้ยกว่าใครในซีรี่ส์ ก็น่าจะเหมาะสมกับสรีระของคนไทยอย่างเราๆเป็นอย่างมากอีกด้วย

2

Harley-Davidson Street Glide
อาจจะดูข้ามขั้นไปสักหน่อยเมื่อเราจะพูดถึงเจ้า Street Glide คันนี้ ด้วยความที่เป็นรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ ที่จะออกไปแนวทางของ American Touring ซึ่งอาจจะทำให้เพื่อนๆหลายๆ คนที่ความเครียดสะสมเมื่อต้องขับขี่มันผ่านการจารจรที่หนาแน่นในเมืองใหญ่ หรือต้องผ่านซอกซอยเล็กๆ หรือการต้องมุดผ่านช่องทางแคบๆ แต่มันจะสามารถแสดงศักยภาพของตัวรถได้ดีมากๆ เวลาที่อยู่บนทางหลวง เมื่อเราสามารถขับขี่ด้วยความเร็วสูง ตัวรถที่เคยหนัก กลับเบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ยังให้ความมั่นคง ความสมดุลของตัวรถที่ยอดเยี่ยม และมันเหมาะสมมากกับการขับขี่บนเส้นทางไกลๆ เหมือนเวลาขับขี่แบบระยะทาง 200 กิโลเมตรนั้นจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว

2019 Honda NC750X MT Red 540x410

Honda NC750X
Honda NC750X นั้นนับว่าเป็นโมเดล Crossover รุ่นแรกๆ ของแบรนด์ Honda เลยก็ว่าได้ มันมีความสามารถที่เกินตัว ทั้งกำลังจากขุมกำลัง 2 ลูกสูบเรียง ที่มาพร้อมกับระบบเกียร์แบบ DCT ที่ทำให้ผู้ขับขี่นั้นแทบไม่ต้องกังวลกับการขับขี่ หรือต้องมากำคลัทซ์ให้เมื่อยมือในตอนที่การจารจรหนาแน่น อีกทั้งตัวรถยังมีน้ำหนักที่พอดี ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป ตัวรถยังอัดแน่นไปด้วยระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่รถมอเตอร์ไซค์สมัยใหม่ควรมี อีกทั้งในเรื่องของราคาก็นับว่าเป็นอะไรที่จับต้องได้ง่ายกว่าใครๆในท้องตลาดปัจจุบัน

4

Husqvarna Svartpilen 701
หลายๆ คนอาจจะมองว่าโมเดลนี้หลุดเข้ามาอยู่ในลิสต์นี้ได้อย่างไร ก่อนอื่นต้องขอบอกสรรพคุณมันสักหน่อย โดยโมเดล Husqvarna Svartpilen 701 นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าเครื่องยนต์นั้นถูกยกมาจาก KTM 690 Duke แต่มันถูกปรับปรุงใหม่โดยใส่อุปกรณ์อย่าง Dual-counterbalanced สำหรับการลดแรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์แบบสูบเดียวลูกโต อีกทั้งยังปรับในเรื่องของอัตราการส่งกำลังของเครื่องยนต์ใหม่ ให้นุ่มนวลกว่า 690 Duke โดยที่ยังคงให้แรงม้าสูงสุดที่ 73.8 แรงม้า (HP) ที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 72 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบต่อนาที และระบบช่วงล่าง WP ด้านหน้าแบบหัวกลับขนาด 43 มิลลิเมตร ที่ช่วยซัพพอร์ตข้อมือ แขน ไหล่ ของผู้ขับขี่ได้ดีเป็นอย่างมาก ลดแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวที่ขรุขระ ได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือน้ำหนักตัวของมันนั้นจะอยู่ที่เพียง 158.5 กิโลกรัม (แบบแห้ง) จึงเป็นโมเดลในพิกัดกลางที่มีน้ำหนักตัวน้อยเป็นเบอร์แรกๆ ซึ่งมันก็ให้ความคล่องตัวและการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่งบางรายเสียอีก

5

Kawasaki Versys 650
โมเดลยอดนิยมที่ใครๆ ก็นึกถึง ด้วยคุณสมบัติที่เป็นสปอร์ตทัวร์ริ่งแบบกึ่งทางฝุ่น ที่สามารถลุยได้ทั้งบนทางดำ และทางฝุ่นที่ไม่ Off-Road จนเกินไป แต่ส่วนใหญ่เราก็มักจะเห็นมันถูกนำมาวิ่งบนเส้นทางปกติกว่า 90% โดยส่วนหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของโมเดลนี้คือการอยู่ตรงกลางของการขับขี่ในหลากหลายรูปแบบ จะขี่ในรูปแบบของสปอร์ตเน้นความเร็วก็ได้ จะขับขี่แบบกินลมชมวิวมีคนซ้อนท้ายก็สามารถทำได้อย่างสบายๆ หรือนึกอย่างเอาไปลุยในทางฝุ่น ลงสนามแบบ Single Track ก็สามารถทำได้ แต่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์บางอย่างบนตัวรถเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสมกับการใช้งาน อีกส่วนหนึ่งคือการมีโมเดล SE ที่ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมจากรุ่นมาตรฐาน ทำให้โมเดล Kawasaki Versys 650 กลายเป็นหนึ่งในโมเดลแรกๆ ที่สายเดินทางนึกถึงเสมอๆ

6

Moto Guzzi V85TT
ฉีกแนวเล็กน้อยสำหรับโมเดล ADV เต็มข้ออย่างเจ้า Moto Guzzi V85TT ที่ถึงแม้ว่าตัวรถนั้นจะออกแบบมาเพื่อใช้งานในรูปแบบ Off-Road เป็นหลัก แต่ถ้าให้มองในภาพรวมแล้วเจ้า V85TT นั้นก็มีจุดเด่นบนทางดำไม่น้อย ด้วยรูปแบบของเครื่องยนต์ที่เป็นแบบ V-Twin วางขวางตัวรถ ทำให้ได้การสมดุลย์ที่แปลกประหลาด แต่ตัวรถสามารถทำความเร็วได้อย่างเหลือเชื่อ ผิดแปลกออกไปจากรถมอเตอ์ไซค์ที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน และอาจจะเป็นโมเดลในสาย ADV ที่สามารถทำความเร็วบนทางดำ ได้มากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้

7

Suzuki Burgman 400
นี้ก็ฉีกแนวไปอีกแล้ว สำหรับเจ้า Suzuki Burgman 400 สกู๊ตเตอร์จากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เหมือนใคร ด้วยขุมกำลังขนาด 400 ซีซี 1 ลูกสูบ 4 จังหวะแบบ DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแซงหน้า Honda Forza 350 และ Yamaha XMax 300 คู่แข่ง อีกทั้งรูปแบบของระบบกันสะเทือนหลังที่แตกต่าง โดยเจ้า Burgman 400 จะเป็นระบบ Monoshock วางนอน ให้อารมณ์ความเป็นสปอร์ตที่สูงกว่าสองรุ่นที่กล่าวไป เอาง่ายๆ ว่าเจ้า Burgman 400 นั้นสามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้เนียนกว่า และได้ความเร็วที่มากกว่า

8

Triumph Street Twin
โมเดลใหม่ที่พึ่งจะปรับค่าเครื่องยยนต์ให้ผ่านมาตรฐาน EURO5 สำหรับเจ้า Triumph Street Twin ที่เปิดตัวครั้งแรกบนโลกในปี 2016 ซึ่งมีการปรับปรุงอีกครั้งในปี 2019 และพึ่งจะปรับใหญ่อีกครั้งในปี 2021 นี้ โดยตัวรถนั้นยังคงลักษณะเครื่องยนต์สองลูกสูบเรียง 900 ซีซี แบบ High-Torque ที่เน้นแรงบิดเพื่อให้การออกตัวของรถนั้นทำได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งโมเดลใหม่ของปี 2021 นั้นผ่านมาตรฐาน EURO5 โดยที่ไม่มีการสูญเสียค่ากำลังสูงสุด ถึงแม้ว่าตัวรถจะได้รับน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาจากเดิมเล็กน้อย แต่การปรับแรงบิดให้ได้มากขึ้นในจำนวนรอบที่ต่ำลงนั้น ก็สามารถชดเชยตรงจุดนี้ไปได้อย่างสบายๆ แต่ถึงจะมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นแต่โดยรวมแล้ว Triumph Street Twin ยังคงให้ความเพรียวและคล่องตัวไม่เปลี่ยนแปลง

9

Yamaha Tracer 900GT
มาถึงสามสูบบ้าพลังจากค่าย Yamaha กับเจ้า Tracer 900GT รถมอเตอร์ไซค์สายเดินทางที่ให้กำลังเสถียรที่สุด ด้วยขุมกำลังสามลูกสูบ 890 ซีซี CP3 การจุดระเบิดไม่สม่ำเสมอนั้น ทำให้ตัวรถนั้นสามารถแสดงศักยภาพของเครื่องยนต์ได้มากกว่าคู่แข่ง โดยยังคงให้การตอบสนองต่อคันเร่งที่ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะอยู่ในย่านความเร็วไหน อีกทั้งโมเดลใหม่ยังมีการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ช่วยให้การขับขี่กลายเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มแกน IMU ตัว QuickShifter ทั้งเพิ่มและลดเกียร์ รวมไปถึงหน้าจอแบบ TFT ใหม่ที่ให้ข้อมูลในการขับขี่ที่ครบถ้วน สะดวกสบายด้วยระบบ cruise control ในการขับขี่ในระยะทางไกลๆ

010

Zero SR/S
ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าถ้ามองในแง่ของความสะดวกสบายนั้น รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเป็นคำตอบที่ค่อยข้างโดดเด่นในช่วงเวลานี้ ด้วยความที่ตัวรถนั้นต้องพึ่งพาการซ่อมบำรุงที่น้อยกว่ายานพาหนะเครื่องยนต์สันดาป ทำให้การเสียเงินในการบำรุงรักษานั้นน้อยลงไปจากเดิมมาก อีกทั้งเรื่องของการประหยัดเชื้อเพลิงที่ต้องซื้อเพิ่มในแต่ล่ะครั้งนั้น ก็ใช้จำนวนเงินที่น้อยกว่า แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยระยะเวลาในการชาร์จไฟที่มากกว่ายานพาหนะประเภทอื่นๆ โดยเจ้า Zero SR/S เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นโดยผู้ผลิตอเมริกัน การชาร์จไฟจึงมีความแตกต่างกับเจ้าอื่นๆ โดยมันสามารถชาร์จไฟได้ทั้งกระแสตรงและกระแสสลับ รวมไปถึงการชาร์จบนสถานีบริการ และปลั้กผนังตามบ้านทั่วๆไป ซึ่งการชาร์จจาก 0-100% จากกระแสไฟบ้าน (แบบ 110V) จะใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมงในการชาร์จจนเต็ม ซึ่งการชาร์จไฟแต่ล่ะครั้งนั้นจะสามารถวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 112 กิโลเมตร ซึ่งถ้าเราต้องเดินทางต่อครั้งต่ำกว่านั้นแล้วกลับมาชาร์จไฟที่บ้าน ก็น่าจะเป็นอะไรที่สะดวกสบายดีเหมือนกันนะ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.motorcycle.com

เรื่องฮิตล่าสุด!
AR5Osy.gif
A0qGfN.jpg
Avr2oJ.jpg
ABX9c0.gif
AkD9B0.gif
DByJzv.gif
57fd746f08affa4adb7c702defed6cea.jpg