Honda BigWing เผยโฉม 3 รถบิ๊กไบค์โมเดลใหม่ล่าสุดในงาน Motor Show 2018

honda

เรียกได้ว่ามาตามนัดกันสำหรับทั้ง 3 โมเดลรถบิ๊กไบค์ใหม่ล่าสุดจากทางค่ายปีกนก Honda ในงาน Motor Show 2018 บ้านเราครั้งนี้ โดย 3 โมเดลที่ว่านี้ก็คือ All New CB1000R / GL1800 “Goldwing” 2018 / Africa Twin Adventure Sport ซึ่งทั้ง 3 คันนั้นถือว่าเป็นแนวทางที่แตกต่างกันแบบสุดขั้ว ดังนั้นแล้ววันนี้ทาง GreatBiker จะพาไปเจาะลึกถึงรายละเอียดต่างๆ และนำภาพบรรยากาศของตัวรถในงานนี้มาฝากกัน

All New CB1000R

เจ้า All New Honda CB1000R นั้นจะเป็นการนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทั้งคัน และวางจำหน่ายกันที่ศูนย์ของ Honda BigBike โดยตัวรถนั้นแม้ว่าจะมีการดีไซน์ไฟหน้าแบบไฟกลมนั้น แต่ว่ารูปลักษณ์ของตัวรถโดยรวมแล้วถือว่าเป็นรถสปอร์ตเนกเกตที่มีความดุดันก้าวร้าวอยู่ในตัวสูง และมีเส้นสายที่ดุดัน มาพร้อมกับแฮนด์บาร์แบบยกสูงขึ้นมาเล็กน้อย ภาพรวมมันจึงเป็นรถที่ผสมผสานทั้งความคลาสสิก – โมเดิร์น และ แอคเกรซซิฟได้อย่างลงตัว โดยที่เครื่องยนต์พื้นฐานของตัวรถนั้นเป็นการยกเอามากจาก CBR1000RR Fireblade โดยที่มีการปรับเพิ่มพละกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเทียบกับโมเดลเดิมก่อนหน้านี้ถึง 16% ด้วยกัน รวมไปถึงทอร์คหรือว่าแรงบิดที่มากกว่าเดิมถึง 5% ด้วยกัน ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 998cc แบบสี่สูบเรียง ให้แรงม้าสูงสุดมาที่ 143.4 ตัวที่ 10,500 รอบต่อนาที โดยรวมแล้วมันจึงเป็นรถที่เน้นเน้นพละกำลังที่จัดจ้านมากเป็นพิเศษ

และตัวรถเองนั้นยังคงหยิบยกเอาคันเร่งไฟฟ้า (ride by wire) มาจาก CBR1000RR ด้วยซึ่งมาพร้อมกับโหมดในการขับขี่ 3 โหมดด้วยกัน ซึ่งสามารถปรับแต่งให้ใช้งานได้ตามความเหมาะสมของแต่ละยูสเซอร์ หรือตามสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป และตัวรถเองนั้นยังคงมีระบบ slipper clutch (ป้องกันท้ายปัดขณะเชนจ์เกียร์) และมี quickshifter (ตัวช่วยเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัทช์) ติดตั้งมาให้ด้วย โดยที่โครงสร้างของตัวรถนั้นเป็นแบบเหล็กที่ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรถคันนี้โดยเฉพาะเลย และโช้คหัวกลับด้านหน้าของ Showa ที่ทั้งหมดนี้ก็ช่วยให้น้ำหนักตัวของรถโมเดลใหม่นี้น้อยลงกว่าเดิมถึง 12 กก. ด้วยกัน ในขณะที่ระยะฐานล้อนั้นมีความยาวมากขึ้นกว่า CBR1000RR มันจึงเหมาะสมกับการใช้งานจริงในท้องถนนมากกว่า และมีความเสถียรกว่าในการขับขี่ และเบรกหน้าเป็นปั้มแบบเรเดียลทำงานร่วมกับระบบ ABS ท่อไอเสียนั้นเป็นแบบท่อคู่ออกด้านข้าง ส่วนสวิงอาร์มหลังนั้นเป็นแบบสวิงอาร์มเดี่ยว หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าโปร์อาร์มนั่นเอง

Honda GL1800 “Goldwing” 2018

ไม่มีใครกล้าที่จะปฏิเสธความยอดเยี่ยมของ Honda Goldwing โมเดลมอเตอร์ไซค์สายแกรนด์ทัวร์ริ่งที่มีการพัฒนามาอย่างยาวนานของค่าย Honda ซึ่งมาในครั้งนี้เป็นการออกแบบโครงสร้างที่เรียกได้ว่ามีความสดใหม่ในตัวอยู่พอสมควร ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความแตกต่างจากโมเดลเดิมอย่างสิ้นเชิง Honda GL1800 หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อของ Goldwing นั้นเริ่มต้นสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 2001 โดยได้ยึดถือเอาแนวทางของรถมอเตอร์ไซค์ในสไตล์แกรนด์ทัวร์ริ่ง ที่เน้นการใช้งานในการเดินทางไกลเป็นหลัก ซึ่งเจ้า Goldwing ก็ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของสมรรถนะที่สมบูรณ์แบบ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรียกได้ว่าหรูหราทัดเทียมกับมอเตอร์ไซค์รูปแบบเดียวกันจากฝั่งอเมริกาได้อย่างไม่อายใคร

โดยการเปลี่ยนแปลงโมเดลครั้งใหญ่นี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบหัวจรดท้ายหรือ All New ซึ่งถือว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เจ้า Goldwing มีขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม น้ำหนักเบากว่าเดิม แต่สมรรถนะการขับขี่ยังคงอัดแน่นครบถ้วน และเหลือกว่าเดิม ด้วยขนาดเครื่องยนต์ 1833 ซีซี แบบ Flat-Six หกลูกสูบ 4 จังหวะ 4 วาล์วต่อสูบ มาพร้อมกับระบบ Massive Box ที่จะควบคุมระบบปล่อยไอเสียที่จะช่วยลดมลพิษในอากาศ ด้วยการทำให้เครื่องยนต์นั้นเผาไหม้ได้อย่างหมดจดกว่าเครื่องยนต์ตัวเดิม ซึ่งผลพลอยได้ของมันก็คืออัตราเร่งที่ต่อเนื่องและคงที่กว่าโมเดลก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด มีให้เลือกทั้งระบบเกียร์แบบธรรมดา 6 สปีด และแบบ 7 สปีด DCT หรือระบบ Dual Clutch transmission พร้อมด้วยเกียร์ถอยหลัง พร้อมระบบเกียร์ถอยหลังที่ให้ความสะดวกสบายกว่าเดิม

ย้อนกลับมาที่เรื่องของเครื่องยนต์กันอีกครั้ง ด้วยระบบ Massive Box ที่กล่าวไปในข้างต้นนั้นทำให้เจ้า Goldwing คันนี้มีแรงม้าสูงสุดที่ 126 Hp สูงขึ้นจากเดิมที่มีแรงม้าสูงสุดที่ 118 Hp และแรงบิดสูงสุดก็เพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ได้แรงบิดสูงสุด 166.7 นิวตันเมตรเปลี่ยนเป็น 169.4 นิวตันเมตร โครงสร้างตัวถังแบบใหม่ Aluminum Beam Frame ที่ให้น้ำหนักที่เบาลงกว่าเดิม ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Double Wishbone ที่เราเคยเห็นใน BMW K1300 จากประเทศเยอรมัน ซึ่งถือว่าเป็นระบบกันสะเทือนแบบใหม่ที่ไม่เคยใช้ในตระกูล Goldwing มาก่อน โดยระบบกันสะเทือนหลังนั้นยังใช้แบบ Single Side – Swingarm เดิมเช่นที่เคยเป็นมา

การอัพเดตอีกหนึ่งอย่างนั้นก็คือระบบคันเร่งไฟฟ้าหรือ Ride-By-Wire ที่มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ถึง 4 โหมดให้ได้เลือกใช้งาน ประกอบไปด้วยโหมด Tour, Sport, Eccon และ Rain ซึ่งจะปรับเปลี่ยนระดับการยุบตัวคืนตัวของโช้คอัพหน้าหลัง และการทำงานของระบบเบรกให้สอดคล้องกับโหมดที่เลือกใช้ในการขับขี่

Africa Twin Adventure Sport

ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี 1987 ค่ายรถมอเตอร์ไซค์จากแดนปลาดิบอย่าง Honda ได้แนะนำ โมเดลสายวิบากภายใต้รหัส XRV 650 Africa Twin เป็นครั้งแรกในโลก จนถึงปัจจุบันก็ถึงคราวของวาระครบรอบ 30 ปีของโมเดล Africa Twin  และเพื่อการเฉลิมฉลองอย่างสมศักดิ์ศรีของรถในตระกูลนี้กับโมเดล Africa Twin “Adventure Sports” ที่จะ Off- Road มากกว่า Africa Twin รุ่นปกติ

โดยเจ้า 2018 Honda Africa Twin “Adventure Sports” นั้นจะมีพื้นฐานเดียวกับ CRF1000L Africa Twin รุ่นปกติด้วยเครื่องยนต์ขนาด 998 ซีซี 2 ลูกสูบ Parallel Twin 8 วาล์ว 4 จังหวะ โดยเครื่องยนต์บล็อกนี้ให้พละกำลังสูงสุดที่  94 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที และเพื่อการบุกตะลุยเส้นทางที่ Off-Road ได้มากกว่า จึงได้มีเพิ่มแรงบิดที่สูงกว่ารุ่นปกติอยู่มากพอสมควร โดยส่วนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนจากโมเดลปกติ สิ่งแรกก็คือระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ Upside-Down จาก Showa ขนาด 43 มิลลิเมตร ที่ได้มีการปรับระดับการยุบตัวและคืนตัวที่ยาวขึ้นจากเดิม 9.1 นิ้ว มาเป็น 9.5 นิ้ว และระบบกันสะเทือนหลังที่ปรับระยะยุบตัวจากเดิม 8.7 นิ้ว มาเป็น 9.4 นิ้ว ด้วยระยะการยุบตัวที่มีมากขึ้นนั้นก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าเจ้า Adventure Sports คันนี้จะสามารถลุยในทางวิบากได้ดีกว่ารุ่นปกติอย่างแน่นอน

อีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับการปรับเปลี่ยนก็คือถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น จากเดิมของ CEF1000L รุ่นปกตินั้นจะมีความจุอยู่ที่ 18.9 ลิตร มาเป็นขนาด 23.8 ลิตร โดยทางค่ายเคลมว่าสามารถออกเดินทางได้ไกลกว่าเดิมโดยระยะที่จะไวได้จะอยู่ที่ 498 กิโลเมตร เลยทีเดียวโดยถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้นขนาดนี้ก็เลยทำให้ส่วนของแฟร์ริ่งตัวรถนั้นมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นแบบผิดหูผิดตา รวมไปถึงชิลด์หน้าขนาดที่ใหญ่กว่าในรุ่นปกติ รวมไปถึงพักเท้าที่มีขนาดที่ใหญ่และกว้างกว่าอีกด้วย

หน้าจอแสดงผลก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ โดยยังคงใช้หน้าจอแสดงผลแบบดิจิตอลเหมือนเดิมแต่ได้วางรูปแบบ Lay Out ใหม่หมดให้อารมณ์ความเป็นสปอร์ตที่สูงกว่ารุ่นปกติ ระบบช่วยเหลือต่างๆ ก็ได้ทำการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นตามไปด้วยไม่ว่าจะเป็น คันเร่งไฟฟ้าที่มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ให้เลือกกันถึง 4 โหมด ไม่ว่าจะเป็น Tour, Urban, Gravel และ User- Defined ที่สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามใจผู้ขับขี่ ทั้งระบบ Power Delivery, Engine Braking และระบบ Traction Control ที่จากโมเดลปกตินั้นจะมีให้เลือกใช้งานได้ 3 ระดับแต่ในโมเดล Adventure Sports คันนี้สามารถปรับระดับได้ถึง 7 ระดับ และยังสามารถเลือกเปิดปิดการทำงานของระบบนี้ได้อีกด้วย

ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นนั้นก็ทำให้น้ำหนักตัวของเจ้า Africa Twin “Adventure Sports” คันนี้เพิ่มขึ้นจากเดิม 13 กิโลกรัม โดยเทียบจากโมเดลปกติในระบบเกียร์ Manual นั้นน้ำหนักจะอยู่ที่ 243 กิโลกรัม และโมเดลเกียร์ DCT 253 กิโลกรัม

พบกับตัวเป็นๆ ของทั้ง 3 บิ๊กไบค์นี้กันได้ในบูธ Honda ที่งาน Motor Show 2018

BXll79.gif
BqfGdE.jpg