บันทึกการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี 2016 ของ Honda Asian Journey กับ GreatBiker

cover

Honda Asian Journey 2016 กับทาง GreatBiker ในรูปแบบ VDO

จะต้องบอกก่อนเลยว่างานนี้ทาง GreatBiker ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษสุดจริงๆ ที่ทาง A.P. Honda ได้เชิญให้พวกเรามาร่วมทริปครั้งใหญ่นี้กับ “Honda Asian Journey” ซึ่งมีผมทศ (ทศพล ธีสา) และทีมถ่ายทำอย่างคุณปั๊ม (เกียรติศักดิ์ งามขำ) เป็นตัวแทนของทาง GreatBiker มาเข้าร่วม โดยเป็นการเดินทางจากอำเภอหาดใหญ่ด้วยรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ เข้าสู่สนาม เซปัง อินเตอร์เนชันเนล เซอร์กิต เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย เพื่อร่วมชมการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง MotoGP นั่นเอง

วันแรกกับ Honda Asian Journey

และในวันแรกพวกเราก็ได้ออกเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ประมาณ 8 โมง 45 นาที

ต้องบอกก่อนเลยว่าเป็นครั้งแรกที่มาหาดใหญ่ของผมแต่ก็ได้ศึกษาเส้นทางไว้ก่อนพอสมควร   การเดินทางจากสนามบินหาดใหญ่ก็มี 3 ตัวเลือกให้เลือกเดินทางเข้ามาในเมือง  ทางเลือกแรกก็คือเป็นแท็กซี่ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 300 บาทเรียกว่าเป็นราคาเหมานั่นเอง ส่วนวิธีที่สองก็คือนั่งรถตู้เข้ามาในเมืองค่าใช้จ่ายก็อยู่ที่ประมาณ  80 บาทต่อคน ส่วนทางทีมงาน GreatBiker ก็เลือก ทางเลือกที่ 3 นั่นก็คือนั่งรถสองแถวซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณคนละ 30 บาท สาเหตุที่เราเลือกเป็นรถสองแถวนั้นก็เพราะว่าเราอยากชมบรรยากาศของเมืองหาดใหญ่ซึ่งเราก็ไม่ได้มาบ่อยนัก คนหาดใหญ่น่ารักครับเพราะว่ายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเอง สอบถามเราว่าจะไปที่ไหนยังไงมีการแนะนำให้เราด้วย นับผู้โดยสารแล้วประมาณ 10 กว่าคน อากาศวันนี้ค่อนข้างที่จะร้อนนิดหน่อยแต่ก็โชคดีมากเพราะว่าก่อนวันที่เรามาเนี่ยฝนตกหนักมากเรียกว่าพายุเข้าเลยทีเดียว   ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินหาดใหญ่เข้ามาในตัวเมืองหาดใหญ่ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ก็ถึงที่พัก เช็คอิน หาข้าวกินเสร็จสรรพ ก็ชวนกันเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขับชมเมืองกันซักหน่อย

ก็เหมือนกันกับเมืองท่องเที่ยวหลายๆเมืองในบ้านเราที่มีบริการส่งรถถึงที่พัก  พี่เจ้าของร้านเช่ารถก็แอบกระซิบมาว่าถ้ามาอีกในครั้งหน้าจะลดราคาให้เป็นพิเศษ หรือใครที่สนใจก็หลังไมค์กันเข้ามาได้  พอได้รถก็จัดแจงแต่งองค์ทรงเครื่อง เสื้อการ์ด หมวกกันน็อค ถุงมือ ราวกับจะออกทริปไปซักร้อยว่ากิโล   ก็พากันออกมาขี่กินลมชมวิวด้วยความตื่นเต้น วางแผนไว้ว่าจะไปสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ต่อด้วย ตลาดกิมหยงซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ไปชมวิวมุมสูงของเมืองหาดใหญ่นั่งกระเช้าลอยฟ้าแห่งแรกในประเทศไทยที่เขาคอหงส์  จุดหมายปลายทางแรกเราอยากไปที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ เพราะเราคุยกันถึงหาดใหญ่ก็นึกถึงเพลงในตำนานความคลาสสิค  เพลงคำสัญญาที่หาดใหญ่นั่นเอง (ไม่บอกอายุคงเดากันได้)

ขี่ไปซักพักเริ่มสังเกตมอเตอร์ไซค์คันอื่น เริ่มมีเสื้อกันฝนมาประปราย  แหงนมองฟ้าอ้าวงานงอกครับผม  แต่งตัวเต็มยศแต่ไม่คิดถึงเรื่องฟ้าเรื่องฝน  เริ่มเปิด GPS ไปที่สถานีรถไฟ เราก็ขี่ตาม GPS เลยครับ  ลัดทุกซอยตามสไตล์พี่ GPS เค้าล่ะ  สุดท้ายก็พามาถึงจุดหมายปลายทางจนได้  พร้อมกับฝนห่าใหญ่ที่เหมือนอัดอั้นมาทั้งวัน  ก็เลยเดินเที่ยวในสถานีรถไฟเพื่อฆ่าเวลาซะเลย พอมีเวลาศึกษาข้อมูล สรุปได้คือเป็นสถานีรถไฟ ระดับ 1 ของทางรถไฟสายใต้ โดยจากจุดนี้ทางรถไฟจะแยกออกเป็นสองสาย คือ สายที่มุ่งหน้าไปยังปลายทางที่สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ติดชายแดนประเทศมาเลเซีย ด้านรัฐกลันตันและอีกสายไปบัตเตอร์เวิร์ท ประเทศมาเลเซีย  การคมนาคมในภาคใต้ในอดีตนั้น ต้องพึ่งการเดินทางด้วยรถไฟเป็นหลัก และด้วยการเป็นชุมทางสำคัญส่งผลให้อำเภอหาดใหญ่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงนับจากอดีตจนปัจจุบัน มีตัวเมืองและย่านพาณิชย์ขนาดใหญ่จนมีขนาดใหญ่กว่าตัวอำเภอเมือง จังหวัดสงขลาอีกด้วย

วันที่ 2 รวมตัวกับทาง Honda เพื่อมุ่งหน้าไปยัง ปีนัง มาเลเซีย

กิจกรรม Honda Asian Journey วันที่ 2 และเป็นวันแรกที่ทางทีมงาน GreatBiker  เริ่มเข้ามาร่วมทริปอย่างเป็นทางการ ซึ่งเราก็ได้เริ่มกันที่สนามบินหาดใหญ่ กันตั้งแต่เช้า หลังจากนั้นทีมงาน GreatBiker  รวมทั้งสื่ออื่นก็ได้นั่งรถตู้จากหาดใหญ่ สู่อำเภอสะเดา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคาราวานในครั้งนี้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาทีก็มาถึงจุดรับรถซึ่งทาง A.P. Honda ได้จัดเตรียมไว้ให้ขี่กัน

หลังจากที่ลงรถตู้เสร็จ ภาพที่เห็นเบื้องหน้าเรา คือกองทัพรถบิ๊กไบค์ ที่มีไม่ต่ำกว่า 80 คัน ไม่ว่าจะเป็น CB500X ,CB500F, Gold Wing,  CTX, NC750X, NM4 ฯลฯ ผมก็ได้เดินไปด้อมๆ มองๆ CB500X ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะได้ขี่แน่ๆ ก็เลยเดินไปถามพี่สต๊าฟ ว่าผมมาจาก GreatBiker ครับ รถ CB500X ที่จะได้ขับของผมคันไหน พี่สต๊าฟ ก็เปิดดูรายชื่อ แล้วชี้ไปทางหัวขบวน พร้อมกับบอกเลขป้ายทะเบียน สังเกตเห็น NC750 จอดไว้อยู่ 2 คัน ก็คิดว่า อย่างน้อยขยับจากรุ่น cb500x มาเป็น NC750 ก็คงมันกว่านี้แน่ๆ เดินไปมองป้ายทะเบียนอ่าวไม่ใช่คันนี้  เลยเดินกลับไปถามสต๊าฟอีกที  “นั่นไงพี่ Gold Wing F6C”  โอ้วววววว ชายร่างเล็ก(ใช่เหรอ) อย่างผมขี่รถ6สูบ เครื่อง 1800 นี่นะ “ เปลี่ยนคันไม่ได้เหรอพี่ ท่าทางจะเอาไม่ไหวนะ” สต๊าฟก็บอกว่าเดี๋ยวค่อยไปเปลี่ยนกันที่ฝั่งมาเลเซียละกัน  ผมก็ตามนั้น ในใจจะรอดมั๊ยหละนี่

แล้วเราก็ได้ขี่กันออกมาจากจุดสตาร์ทโดยรถ marshal พี่ครูฝึกของทางฮอนด้าพร้อมกับแขกวีไอพีและสื่อท่านอื่นทั้งไทย อินโดนีเซีย เวียดนามและเจ้าบ้านมาเลเซีย  ผ่านด่านตม.อำเภอสะเดาใช้เวลาร่วมชั่วโมงในการตรวจพาสปอร์ตจนครบทุกคนทุกคัน  แล้วก็เดินมาข้ามมายังฝั่งมาเลเซีย  ก่อนจะเข้าด่านตม.ของมาเลเซีย ก็มีรถตำรวจ  รถพี่ๆ marshal  และรถพยาบาล นับรวมกันได้เกือบ 10 คัน  โอ้วอลังการงานสร้างจริงๆงานนี้  พี่ๆ marshal  ก็ได้แนะนำการขับขี่ในรูปแบบต่างๆพอสังเขป แล้วก็จัดขบวน เดินทางสู่ด่านตม. มาเลเซียกันต่อไป

ช่วงที่ขับเข้าด่านก็จะมีชาวมาเลเซีย มาถ่ายรูปกันเป็นระยะ เราก็โบกมือให้ประหนึ่งหลิวเต๋อหัวในหนังผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ (เก่าไปมั้ง)  ไม่น่าใช่นะเค้าคงมาถ่ายรถสวยๆแล้วดันติดเรามากกว่า  หลังจากตรวจพาสปอร์ตกันเสร็จสรรพก็ได้เวลาขับขี่จริงๆกันแล้ว  เอาน่าลองดูไหนๆก็ได้คันนี้มาแล้ว ขบวนก็เริ่มใช้ความเร็วสูงขึ้นจาก60 เป็น 90,100 ตามลำดับ  ชักเริ่มติดใจกับ Gold Wing F6C คันนี้ซะแล้ว  ทั้งท่านั่งในการขับขี่ที่เหมือนนั่งโซฟาอยู่หน้าทีวีที่บ้าน  ทั้งวิวสองข้างทางที่เต็มไปด้วยความเขียวขจีของต้นข้าว  มันช่วงวิเศษอะไรอย่างนี้  เหลือไปดูไมค์หน้ารถ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อะไรจะนิ่งและชิวปานนั้น  นี่แหละนะคนไม่เคยขี่ของแรง  มากสุดก็ 600 ซีซี  ถึงว่าใครหลายคนใช้คำว่าพอขึ้นแล้วมันจะลงไม่ได้ละ  สงสัยกลับไปบ้านคงต้องไปขายเวฟ 100แล้วหละ (หราาาา)

ถนนที่นี่ดีมากๆ เมื่อเทียบกับบ้านเรา  ไม่มีหลุมมีบ่อให้รำคาญใจ  แต่ก็จะมีปิดซ่อมถนนบ้างเป็นระยะ  แต่การซ่อมถนนบ้านเค้าเรียบร้อยสวยงามดูเป็นพื้นผิวเดียวกับของเดิม (แล้วบ้านเราล่ะหุหุ)

ผ่านระยะทางมา 90 กิโลเมตรก็ถึงที่พักทานข้าว ใช้เวลา ประมาณชั่วโมงกว่า  พออิ่มหนำสำราญแล้วก็ออกเดินทางเข้าปีนังต่อไปทางในช่วงก่อนเข้าปีนังขี่ง่ายกว่าช่วงแรกมาก  รถค่อนข้างน้อยและวิ่งเป็นระเบียบประกอบกับมี marshal คอยดูแลตลอดเส้นทางเราจึงถึงปีนังเร็วขึ้น  จุดที่น่าสนใจคือสะพานปีนังซึ่งสองฟากมองเห็นทะเล สวยงามมาก เป็นสะพานข้ามเกาะปีนังแห่งแรก ในประเทศมาเลเซีย มีความยาว 13.5 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในห้าของสะพานที่ยาวที่สุดในโลกอีกด้วย

พอลงสะพานปีนังเราก็ได้ขี่เข้ามาในตัวเมือง การจราจรในเมืองค่อนข้างจะติดอยู่บ้าง  ถึงขั้นต้องขี่แถวเรียงหนึ่งกันเลยทีเดียวใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้นั้นก็คือ  G Hotel นั่นเอง อลังการงานสร้างอีกแล้ว ถือว่าเป็นโรงแรมที่ค่อนข้างใหญ่ และวิวสวยมากๆ หลังจากที่เราจอดรถกันเสร็จก็เข้ามาเช็คอินภายในโรงแรม ก็ได้รับ welcome drink เป็นไอศกรีมเย็นฉ่ำทำให้คลายร้อนไปได้ในทันทีเรียกว่าประทับใจมากๆ

หลังจากเช็คอินพร้อมกับรับของที่ระลึกจากทางฮอนด้ากันเรียบร้อยแล้ว ก็ต่างแยกย้ายกันเข้าห้องพัก ซึ่งทีมงาน GreatBiker มา 2 คนเขาก็จัดไว้ให้ 2 ห้อง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์เหมือนกัน ห้องพักของผม อยู่ฝั่งที่เป็นชายทะเลเรียกว่าเห็นทะเลได้ชัดเจน น่าจะถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นได้สวย งามเลยทีเดียว

หลังจากเก็บของเสร็จแล้ว ก็มีงานเลี้ยงต้อนรับที่จัดขึ้นให้กับคาราวานของพวกเราถือว่าอบอุ่นมาก ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานเนื่องจากหลายคนค่อนข้างที่จะเพลียกันมาก จึงได้ขอตัวแยกย้ายกันกลับ เพื่อที่พรุ่งนี้จะมีแรงขับขี่ไปยังกัวลาลัมเปอร์กันต่อไปครับ

วันที่ 3 แวะเยี่ยม Boon Siew Honda โรงงานผลิตและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าขนาดใหญ่ ของประเทศมาเลเซีย และมุ่งหน้าสู่กัวลาลัมเปอร์

กิจกรรมเดินทางมาถึงวันที่ 3 กันแล้ว หลังจากทานมื้อเช้าและ check out ในเวลา 7 โมงครึ่ง คาราวานของเราก็ได้ออกเดินทาง ไปยัง Boon Siew Honda ซึ่งเป็นโรงงานประกอบทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของทาง Honda Malaysia ก็มีพนักงานทั้งโรงงานแล้วก็ผู้บริหารทั้งหมดออกมาต้อนรับคาราวานของเราอย่างเป็นกันเอง และได้ชม Cub Prix Show จากทาง Honda Malaysia Racing Team ก็เป็นโชว์การขับขี่ จำลองเหตุการณ์การแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะ มันก็ยังมีรถให้สื่อมวลชนและแขกวีไอพี ของทาง Honda ได้ทดสอบกัน ก็เป็นทางสื่อของเวียดนามได้ทดลองขับกันอย่างสนุกสนาน หลังจากที่ชมโชว์เสร็จแล้วก็ได้ถ่ายรูปกับผู้บริหาร เราก็ต้องร่ำลากันสู่จุดหมายต่อไป




หลังจากที่เราออกจาก Boon Siew Honda ระยะทางจุดหมายถัดไปเนี่ยก็อยู่ประมาณ 240 กิโล ก็เป็นจุดที่เราต้องแวะทานอาหารกลางวันกัน ซึ่งในระหว่างขับขี่ก็ได้พบกับกรุ๊ปไบเกอร์ของทางเจ้าถิ่นมาเลเซียไม่ว่าจะเป็น กรุ๊ปโกลด์วิง กรุ๊ปฮาร์เล่ย์ ซึ่งก็น่าจะมุ่งหน้ามาสู่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต เพื่อชมการแข่งขันโมโตจีพี ขับขี่เข้ามาตามเส้นทางที่เราผ่าน บรรยากาศก็คือเหมือนเป็นการร่วมทางกันมากกว่าที่จะโชว์ความเป็นเจ้าถิ่น เหมือนมาด้วยกันตั้งแต่ปีนัง ทำให้มีบรรยากศในการขับขี่ยิ่งคึกคักเข้าไปอีก ต่างคนต่างโบกไม้โบกมือให้กัน บางกลุ่มก็ส่งสัญลักษณ์กดไลค์ให้ เพื่อแสดงให้เห็น ถึงความเป็นมิตรไมตรีต่อเพื่อนร่วมทางที่ดีโดยไม่แบ่งค่ายแบ่งรุ่น น่าชื่นชมมากครับ



หลังจากที่เรารับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็มุ่งหน้าสู่กัวลาลัมเปอร์ซึ่งระยะทางก็เหลืออีกประมาณ 120 กว่ากิโล ออกมาซักพักไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เราก็เจออุปสรรคอย่างแรกเลยก็คือดินฟ้าอากาศเริ่มแปรปรวนแดดออกแล้วก็ฝนตกซึ่งทำให้เราขับขี่ได้ยากขึ้นกว่าเดิม แต่น่าสนใจตรงที่ว่าผมคุยกับพี่คนนึงว่าถ้าเกิดเราเข้า กัวลาลัมเปอร์ แล้วฝนตกจะทำยังไงซึ่งผมก็บอกเลยว่าผมเตรียมเสื้อกันฝนมาแต่ว่าอยู่ในรถบัส พี่เขาก็เลยบอกว่าถ้าน้องรักจะขี่มอเตอร์ไซค์เสื้อกันฝนไม่น่าเป็นสิ่งที่สำคัญถ้าอยากใส่เสื้อกันฝนขี่มอเตอร์ไซค์ ที่ว่าเราซื้อรถยนต์มาขับดีกว่า ผมก็คิดว่าถึงผมจะพกเสื้อกันฝนมาแต่ผมก็คงไม่กล้าใส่เพราะรุ่นใหญ่เขาออกตัวมาซะขนาดนั้น ก็เลยต้องเปียกฝนกันด้วยระยะทาง 100 กว่ากิโลเมตรจนถึงกัวลาลัมเปอร์





ต้องขอขอบคุณถนนหนทางที่ประเทศมาเลเซียที่ทำให้เราขับขี่ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจไม่มีอาการลื่นไถลบนท้องถนนที่สำคัญก็ต้องขอขอบคุณทีม marshal ไม่ว่าจะเป็นของทางมาเลเซียและก็ประเทศไทยที่ดูแลการเดินทางของเราทั้งสองวันที่สำคัญที่สุดครับ ต้องขอขอบคุณรถมอเตอร์ไซค์ดีๆจาก A.P. Honda ที่จัดเตรียมรถให้เรา มาให้พร้อมที่จะใช้งานในสภาพถนนทั้งแห้งและเปียก ได้เป็นอย่างดีทำให้การเดินทางของเราทั้งสองวันนี้ ราบรื่นไปด้วยดีไม่มี อุบัติเหตุหรือปัญหาจุกจิกมากวนใจระหว่างทริป ชวนกิจกรรมวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ

วันที่ 4 เข้าสู่สนาม เซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ชมการแข่งขัน MotoGP รอบควอลิฟาย

วันนี้เราก็ได้ตื่นสายหน่อยออกมาจากโรงแรมประมาณ 9 โมงกว่า เพื่อที่จะเดินทางไปยังสนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ระยะทางนี้ก็ประมาณ 60 กม. ใช้เวลาเดินทางอยู่ชั่วโมงเศษ ก็มาถึงที่ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต

ในช่วงระหว่างการเดินทางวันนี้ก็ไม่ได้รีบเร่งมากจะใช้ความเร็วอยู่ที่ประมาณ 120 ไม่เกินนี้การขับขี่วันนี้ถือว่าน่าจะง่ายที่สุดเนื่องจากระยะทางใกล้ ก็อย่างที่บอกนะครับถนนที่มาเลเซียนี่ถือว่าค่อนข้างดีตลอด เดินทางได้สะดวกครับ  ช่วงใกล้จะถึงเส้นทางนี้มีฝนตกลงมาอยู่บ้างพอประมาณแต่ก็ไม่ได้มีอุปสรรคต่อการเดินทาง

พักใหญ่เราก็มาถึงสนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต เริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศและความตื่นเต้น อะดีนาลีนเริ่มพุ่งพล่าน ก็ขี่รถเข้าไปจอดซึ่งก็แน่นอนแล้วครับเรื่องที่จอดรถสะดวกสบายกว้างขวางจอดได้เป็นพันเป็นหมื่นคัน

ก่อนเข้าไปในสนามสองข้างทางก็เต็มไปด้วย บูธกิจกรรมของค่ายรถต่างๆ  บูธขายของที่ระลึก บูธเสื้อผ้า อุปกรณ์ขับขี่ต่างๆมีให้เลือกมากมาย (มีแสนก็หมดแสน)  รวมถึงบูธกิจกรรมของทางฮอนด้า ก็ได้เอารถหลากหลายรุ่นหลายสไตล์มาโชว์ในงานนี้ด้วย

วันนี้เป็นรอบควอลิฟายเราก็ได้เห็นนักแข่งชื่อดังหลายๆคนออกมาเดินอวดโฉมให้แฟนๆ ได้กรี๊ดกัน ผมแนะนำการเข้าชมผมขอแนะนำวันนี้แหละครับ คนไม่เยอะมากถ่ายรูปได้ค่อนข้างง่ายหรือซื้อตั๋วแบบแพ็กเกจทั้ง 2 วันจะดีมาก  หรือโชคดีอาจจะมีนักแข่งมาให้ลายเซ็นต์กันที่บูธเลย  เราเดินสำรวจไปดูแต่หลายที่ปรากฏว่าฝนก็ตกลงมาอย่างหนักซึ่งทำให้รอบควอลิฟายของ MotoGP ก็ต้องพักเบรคกันไปอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า จึงจะทำการแข่งต่อได้  ผลงานวันนี้ มาเกวซที่เราตั้งอกตั้งใจมาเชียร์กันทำได้ไม่ค่อยดีนัก หลุดไปอยู่จุดสตาร์ทอันดับที่ 4  แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในกลุ่มหัวแถวซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในวันพรุ่งนี้

หลังจากที่เราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวขึ้นรถบัสนะครับเดินทางไปยังโรงแรมที่ชื่อว่า SAMA-SAMA ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสนามเซปังมากนัก  เราก็ได้เข้าไปรอ มาเกวซและอาโอยาม่าซึ่งอาโอยาม่าเองก็ต้องมาขับแทนดานี่ เปรโดซ่า ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากสนามก่อนๆจึงพลาดโอกาสลงแข่งใน 2 สนามก่อน

ก็รอสักพักใหญ่ๆ มาร์ค มาเกวซและอาโอยาม่าก็ได้เดินทางมาถึง  ทั้งห้องต่างยืนขึ้นปรบมือต้อนรับแชมป์โมโตจีพี 2016 มือ 1 ของโลกในปีนี้ บรรยากาศเป็นกันเอง มาร์ค มาเกวซและอาโอยาม่าก็ได้ถ่ายรูปหมู่กับพวกเรา พร้อมกับทำสัญลักษณ์ “ONE HEART” อันเป็นสโลแกนหลักของทาง Honda แล้วกล่าวอะไรเล็กน้อย  จึงขอตัวไปพักผ่อน  ใช้เวลาประมาณไม่เกิน 15 นาที อดเสียดายไม่ได้ที่ไม่มีกิจกรรมแจกลายเซ็นต์ เนื่องจากเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ที่ตัวนักแข่งเองได้ทำไว้กับผู้ดูแล  เราจึงได้ได้ลายเซ็นต์มาฝากแฟนๆ GreatBiker กันเลย แต่อย่างน้อยเราก็ยังมีภาพบรรยากาศมาให้ชมกันซึ่งโอกาสยากมากที่จะได้ใกล้ชิดขนาดนี้

วันสุดท้าย การแข่งขัน MotoGP 2016 ที่สนามเซปัง รอบชิงชนะเลิศ

การเดินทางของ Honda Asian Journey ก็ได้เดินทางมาถึงวันสุดท้ายแล้ว วันนี้คาราวานของเราได้เริ่มขบวนกันที่โรงแรม The Everly Hotel Putrajaya มีคาราวานจากฮอนด้าประเทศมาเลเซียมาร่วมอีกเกือบ 50 คัน ผู้บริหารจากฮอนด้าเวียดนาม ฮอนด้าอินโดนีเซีย ฮอนด้ามาเลเซียและฮอนด้าประเทศไทยคอยโบกธงปล่อยตัว

บรรยากาศหน้าสนามวันนี้คึกคึกมากกว่าเมื่อวาน ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมารวมตัวเพื่อชมสุดยอดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับโลก ภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า “ขอสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราต้องได้มาชม MotoGP” สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิตแห่งนี้เป็นสนามที่กลุ่มคนในอาเซียนจะต้องได้ง่ายที่สุดเดินทางใกล้ที่สุดแถมค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงมากนัก

ค่าตั๋วเข้าชมที่นั่ง Main Grand แบบเหมา 2 วันก็อยู่ประมาณ 2,500 บาทต่อคน แถมยังได้หมวกกับธงเป็นของที่ระลึกอีก

สามารถเดินหาที่นั่งได้ตามใจชอบเลย  แต่คนมาเลเซียมักจะชอบไปอยู่ที่ฝั่ง Paddock ได้เห็นตอนเซ็ตรถแล้วก็การออกสตาร์ท  พอปล่อยตัวก็วิ่งกันไปอีกฝั่งนึงที่เห็นโค้งเยอะๆ  สนุกสนานกันทีเดียว  ส่วนใครที่ไม่อยากเสียที่นั่งไปก็มีจอ LED ขนาดใหญ่ให้ชมกันในสนาม  แล้วก็ยังมีแฟนโซนให้ได้ชมกันในสนามอีกด้วย (สำหรับผู้ที่ไม่ชอบความแออัด)

เราเข้าไปช่วงที่ Moto3 กำลังแข่งพอดี  พร้อมกับได้ยินเสียงเฮมาเป็นระยะเนื่องจากมีนักแข่งชาวมาเลเซียลงแข่งด้วย  ผมว่ารุ่นนี้ก็มันส์ไปอีกแบบนะเพราะนักแข่งแต่ละคนใส่กันไม่ยั้งในแต่ละโค้ง  เกี่ยวกันล้มมั่ง   แหกโค้งมั่ง คือถ้าใครชอบหนังแอ๊คชั่นผมว่า Moto3 นี่แหละสะใจสุด(ออกแนวจิตนิดๆ)

ในส่วนของMoto2 มีนักแข่งหนึ่งเดียวของประเทศไทยนั่นก็คือเจ้าฟีม รัฐภาคย์  วิไลโรจน์ จากทีม IDEMITSU HONDA TEAM ASIA ซึ่งคืนก่อนการแข่งขัน เจ้าฟีมก็ได้ออกมาให้พวกเราสื่อไทยสัมภาษณ์  ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อพี่น้องชาวไทย ผมคิดว่าผลการแข่งขันก็ไม่ได้สำคัญเท่าการที่คนไทยได้ร่วมการแข่งขันระดับโลกก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวไทยเป็นอย่างมากแล้ว  ฟีมก็ได้พูดถึงโอกาสที่ทางประเทศไทยจะได้จัดการแข่งขัน MotoGP

ว่าถ้าหากเกิดขึ้นในบ้านเราได้จริง  เราก็จะได้เห็นนักแข่งชาวไทยมากขึ้นและจะยกระดับวงการมอเตอร์ไซค์ของบ้านเราให้สูงขึ้นอีกด้วย  ซึ่งผลการแข่งขันในMoto2 เจ้าฟีม เข้ามาในอันดับที่ 23ในสนามนี้  เหลืออีกหนึ่งสนามก็เอาใจช่วยเชียร์เจ้าฟีมกันต่อไปว่าจะจบปีนี้ที่เท่าไหร่

มาดูในส่วนของMotoGP ที่เรารอคอยกันครับ  ซึ่งกว่าจะได้แข่งขันกันเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบครึ่งชั่วโมง เนื่องจากฝนที่ตกมาอย่างหนักในช่วงปลายของการแข่งขันMoto2  คนดูในสนามต่างก็ตะโกนชื่อนักแข่งที่ตนชื่นชอบ  และก็มีเสียงโห่กันออกมาบ้างเมื่อเจ้าหน้าที่สนามทำท่าเหมือนจะแข่งต่อไม่ได้  ส่วนผมเหรอก็ยืนลุ้นอยู่ที่จุดสตาร์ทนั่นแหละ  กลัวว่าถ้าไม่แข่งนี่โอกาสจะได้มาดูอีกทีนี่คงแก่พอดี (ซึ่งตอนนี้ก็วัยรุ่นตอนปลายมากๆละ)

พูดถึง มาร์ค มาเกวซ มือหนึ่งของโลก ปี 2016 จากค่าย เรปโซลฮอนด้า กันซักหน่อย  ผลงานในรอบควอลิฟายของมาเกวซออกมาไม่ค่อยดีนัก ได้เพียงอันดับที่4  ซึ่งก็ทำให้เจ้าตัวต้องออกสตาร์ทอยูในแถวที่2 แต่ก็คงไม่ได้เป็นปัญหาเพราะยังไงแล้วการแข่งขันมันจบที่สนามโมเตกิที่ประเทศญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้วเมื่อมาเกวซคว้าชัยในสนามนี้ได้

หลังจากที่เช็คสภาพสนามกันเป็นอย่างดีก็ได้เวลาที่สัญญาณไฟทุกดวงที่จุดสตาร์ทได้ดับลง พร้อมกับเสียงแผดร้องของพาหนะกระชากวิญญาณ แต่ละคันได้ทะยานออกจากจุดสตาร์ท   เพื่อแย่งชิงความเป็นเจ้าความเร็วในสนามนี้  คนดีต่างปรบมือชอบใจส่งเสียงเชียร์กันอย่างกึกก้อง พอผ่านช่วงการออกสตาร์ทเสร็จ  ผู้ชมก็วิ่งกรูกันไปชมอีกฟากนึงของสนามที่ มีโค้งมากมายให้ชมกัน  ภาพล้อรถของแต่ละคันที่แหวกน้ำในสนามแทบจะมองไม่ออกว่าใครเป็นใคร  ก็ต้องดูจอ LED ในสนามควบคู่ไปด้วย

ผ่านรอบแรกไปมาเกวซอยู่อันดับที่ 3 ดูเหมือนว่าสนามที่เปียกน้ำจะเป็นของแสลงของเค้าเลยทีเดียว ผ่านช่วง 5 รอบเจ้าตัวตกไปอันดับที่ 5 และห่างกลุ่มนำอยู่พอสมควร และพยายามเร่งเครื่องให้ทันกลุ่มนำให้ได้  ในช่วงรอบที่ 9 มาเกวซก็สามารถแซงขึ้นมาอยู่อันดับที่4ได้และพยายามจะขึ้นอันดับ 3 ต่อไป  เหลืออีก 8 รอบการแข่งขัน  กลุ่มนำไล่จี้กันมาถึงโค้ง 11 ปรากฎว่ารถของมาเกวซ ลื่นไถลออกนอกแทรกไปดื้อๆ แฟนๆ มาร์ค มาเกวซต่างก็ยืนงงกัน  พร้อมกับเสียงเฮของแฟนคลับพ่อหมอที่ส่งเสียงดีใจกันใหญ่  เคราะห์ยังดีที่ไม่ได้รุนแรงมาก มาร์ครีบเอารถขึ้นเพื่อที่จะมาแข่งต่อให้จบ ถ้าใครได้ดูถ่ายทอดสดจะเห็นได้ว่ามาเกวซลุกเร็วมาก พยายามที่จะเอารถกลับมาแข่งต่อให้ได้ถือว่าเป็นสปิริตที่แรงมากๆ ที่พยายามกลับมาแข่งขันต่อ ทั้งที่เจ้าตัวเองก็ได้แชมป์โลกไปก่อหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาแข่งกันในสนามแห่งนี้ และยอมโดนบวกเพิ่มอีก 4 นาทีเพื่อเปลี่ยนรถในพิท  การแข่งขันดำเนินไปจนจบ มีรถหลายคันล้มจนต้องออกจากการแข่งขัน แต่ในที่สุดมาเกวซก็สามารถแข่งขันจนจบในอันดับที่ 11 ได้

สรุปผลการแข่งขันในสนามนี้แชมป์ตกเป็นของ อังเดร  โดวิซิโอโซ่  ที่ 2 เป็น วาเรนติโน่  รอสซี่  ที่ 3 เป็น ฆอเก้  ลอเรนโซ่  ส่วนมาร์ค มาเกวซ แม้ว่าจะรถแฉลบล้มไป แต่จบที่อันดับ 11  เก็บเพิ่มได้อีก 5 คะแนน

เอาหละการเดินทางของ Honda Asian Journey ก็เดินทางมาจนถึงช่วงสุดท้าย ใช้เวลาทั้งสิ้น 5 วันระยะทางไม่ต่ำกว่า 600 กิโลเมตร  ได้ทั้งเพื่อนร่วมทริปใหม่ๆ ประสบการณ์การขี่รถต่างแดน เรียกว่าที่เรียนการขับขี่ปลอดภัยกับศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า  หรือ Honda Safety Riding Park ที่พวกเราได้มีโอกาสไปเข้าคอร์สมามีประโยชน์มากจริงๆ ใช้ทุกสกิลที่เรียนมาครบถ้วนสมบูรณ์(ยกเว้นการขับขี่ทางฝุ่นเพราะถนนเลเซียดีมากๆ)ได้ร่วมชมโรงงานของฮอนด้ามาเลเซีย ได้ร่วมมีทติ้งกับนักแข่งแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง มาร์ค มาเกวซ ได้ร่วมชมการแข่งขัน Moto3 Moto2 และ MotoGP ครบถ้วนจริงๆที่สำคัญที่พักในแต่ละคืนสุดยอดทั้งนั้น

ขอบคุณสต๊าฟของทางฮอนด้าที่ดูแลอำนวยความสะดวกของเราตลอดทริป  ขอบคุณพี่ๆครูฝึกและทีมเทคนิค ที่ดูแลให้คำปรึกษาในการขับขี่  ขอบคุณมิตรภาพจากพี่ๆสื่อสำนักอื่นๆ และแขกวีไอพีของทางฮอนด้า  และที่สำคัญขอขอบคุณ A.P. Honda มาอย่างเป็นทางการ ณ ตรงนี้เลย  ที่ให้เราได้ร่วมทริปครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ เป็นประสบการณ์ดีๆ กับโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเรา  หวังว่าโอกาสต่อไปเราจะได้ร่วมเดินทางด้วยกันอีกครั้ง เพื่อพี่น้องชาว GreatBiker ทุกท่านครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันครับเจอกันใหม่ทริปต่อไป สวัสดีครับ

ทศพล  ธีสา  เรื่อง/ภาพ

เกียรติศักดิ์  งามขำ, จิตติ วรวุฒิวิทยา ภาพ

e3c5f26071a692f52c0a0ae44a03ec71.gif
61f7e84b669fe7c4b85f2d6a740ffaa8.gif
bd3e2f96ea6a84d4c720ef9617a2c46f.gif