BMW ประกาศการกลับมาของ K 1600 Series 4 รุ่นสำหรับปี 2022

BMW ประกาศการกลับมาของ K 1600 Series 4 รุ่นสำหรับปี 2022

การกลับมาอีกครั้งของรถมอเตอร์ไซค์ในแนว Big Touer จาก BMW แบรนด์ผู้ผลิตสัญชาติเยอรมัน ที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง ได้กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปจากตลาดไปนานกว่าปีเศษ โดยการกลับมาในครั้งนี้นั้นก็เป็นการตอบสนองต่อกลุ่มผู้ที่ต้องการใช้งานรถมอเตอร์ไซค์สำหรับการเดินทางในการท่องเที่ยวระยะไกลที่เน้นประสิทธิภาพ และความสะดวกสบาย อีกทั้งยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย

dc359514acd9e6c7f650513e4227c10a.jpg

แรกเริ่มเดิมที BMW K1600 Series ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นโมเดลในการต่อสู้กับเจ้าตลาดอย่าง Honda Gold Wing โดยเปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 2010 ที่ผ่านมา แต่ก็ได้พักการผลิตไปหลังจากการมาถึงของ EURO5 และล่าสุดทางผู้ผลิตก็ได้พัฒนาเครื่องยนต์ใหม่และสามารถผ่านมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวด และเป็นคู่ต่อสู้ที่อาจจะข้ามรุ่นไปหน่อยกับโมเดลใหม่ๆ จากผู้ผลิตญี่ปุ่นอย่าง Suzuki GSX-S1000GT และ Honda NT1100

1cb0fe25fc5ba20b10398f816e24f560.jpg
2022 BMW K1600 B และ K1600 Grand America

สำหรับปี 2022 นั้น BMW K1600 จะมีด้วยกันถึง 4 รุ่นย่อยแบ่งตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ประกอบไปด้วย K1600 GT รุ่นมาตรฐานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความสปอร์ต K1600 GTL รุ่นต่อยอดที่เน้นความสะดวกสบายในการเดินทาง K1600 B รุ่นลูกผสม Sport+Cruiser ที่เน้นการเดินทางในระยะไกล และตัวต่อยอดของรุ่นที่เน้นความสะดวกสบายเป็นพิเศษอย่างรุ่น K 1600 Grand America ที่มาพร้อมกับคุณลักษณะของรถในแนว Grand Touer ที่ยอดเยี่ยม

4fbccc42ed5c4a4d39093cb7a38183c6.jpg
2022 BMW K1600 GT

6bfacb345f1f58a899b403d55dcda82d.jpg
2022 BMW K1600 GTL

58a2f5b8590702e3d760f0dfdbe8c508.jpg

โดยพื้นฐานของทั้ง 4 รุ่นจะเลือกใช้งานเครื่องยนต์ 6 ลูกสูบแถวเรียงขนาด 1,649 ซีซี โดยมีระบบช่วยเหลือพิเศษสำหรับเครื่องยนต์ในระบบ BMS-O engine control โดยมีการติดตั้งเซนเซอร์สองตัวในการควบคุมจังหวะในการจุดระเบิดของหัวเทียน ทำให้ได้การควบคุมปริมาณไอเสียจากการทำงานที่แม่นยำ โดยเครื่องยนต์มีกำลังสูงสุด 160 แรงม้า (HP) เทียบเท่ากับรุ่นปี 2019 แต่ใช้งานรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำลงมา 1,000 รอบต่อนาที ซึ่งจะมีรอบเครื่องยนต์ที่สามารถสร้างกำลังสูงสุดที่ 6,750 รอบต่อนาที ในขณะที่แรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 180 นิวตันเมตร จากเดิม 175 นิวตันเมตร โดยใช้รอบเครื่องยนต์เท่าเดิมที่ 5,250 รอบต่อนาที

15a079ef68237d142009b6d2ea65f41b.jpg

จุดเด่นที่จัดว่าเหนือกว่าคู่แข่งใดๆในท้องตลาดปัจจุบันก็คือระบบช่วงล่างอัจฉริยะ ESA (Dynamic Electronic Suspension Adjustment) ที่เป็นระบบกันสะเทือนหน้าหลังแบบ “next generation” ที่มีความสามารถในการปรับค่าการบีบอัด การคืนตัว และปรับระดับได้เองอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุก สภาพพื้นผิวของถนน ผ่านระบบเซนเซอร์ที่ล้อทั้งด้านหน้าและก้านหลัง รวมไปถึงชุดกล่องควบคุมแบบ 6 แกน ที่แยกส่วนในการทำงานกับระบบนี้โดยตรง อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ของโช้คอัพหน้าหลังได้อย่างอิสระผ่านส่วนควบคุมที่ประกับแฮนด์ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย

1f122fefb5fc2eec11a4484c11823e7f.jpg

โหมดการขับขี่จะประกอบไปด้วย 3 โหมดหลัก Road, Dynamic และ Rain และอีก 2 โหมดสำหรับ User ที่สามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของระบบ Dynamic Traction Control ระบบช่วงล่าง หรือแม้แต่การเข้าถึง Engine Mapping ระบบไฟส่องสว่างรอบคันจะเป็นแบบ LED โดยที่ทั้ง 4 รุ่นจะมาพร้อมกับระบบไฟหน้าแบบ “Adaptive Headlight” ที่จะปรับองศาในการส่องไฟเองอัตโนมัติ ในการเลี้ยวหรือเข้าโค้ง อีกทั้งยังมีความสามารถในการปรับค่าความสว่างได้เองอัตโนมัติเพื่อให้ได้ความสว่างที่เหมาะสมกับการใช้งาน ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

b5e27bd3fadd544c4ebff0beb0c9f083.jpg

ทั้ง 4 รุ่นจะได้รับหน้าจอแสดงผลแบบ TFT ขนาด 10.25 นิ้วเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ที่ความสามารถในการนำทางแบบ Turn-By-Turn พร้อมทั้งทั้งการเชื่อมต่อผ่านแอป BMW Motorrad Connected ช่องเสียบ USB Type-C อีก 1 ช่อง พร้อมกับที่เก็บสมาร์ทโฟน และสำหรับรุ่น GTL และ Grand America จะมาพร้อมกับชุดเครื่องเสียง 2.0 เป็นอุปกรณ์มาตรฐานอีกด้วย ทั้ง 4 รุ่นจะมาพร้อมกับถังน้ำมันขนาด 26.5 ลิตรเท่ากัน แต่น้ำหนักของแต่ล่ะรุ่นจะแตกต่างกันตามรูปแบบ โดยเริ่มต้นที่ 344 กิโลกรัม ไปจนถึง 370 กิโลกรัมด้วยกัน

c88230dd592a93fa9cc33f26d89fdcf5.jpg
2022 BMW K1600 Grand America

สุดท้ายเรื่องของราคาจำหน่าย 2022 BMW K1600 GT รุ่นเริ่มต้นจะมีราคาจำหน่ายที่ 23,895 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 793,075 บาท รุ่น GTL ราคาจำหน่ายที่ 26,895 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 892,645 บาท และรุ่น K1600 B ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 22,545 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 748,302 บาท และรุ่นสุดท้าย Grand America ในราคาเริ่มต้นที่ 27,745 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 920,898 บาท โดยการจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 ทั้งในยุโรป อเมริกา และบางประเทศในเอเชีย ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.visordown.com   ridermagazine.com

e3c5f26071a692f52c0a0ae44a03ec71.gif
a96bf05e3e035d09368c2ad5994a7a2d.gif
bd3e2f96ea6a84d4c720ef9617a2c46f.gif