HeyGMC.gif
HeyvHO.gif

เปิดตัว Honda CB750 Hornet 2027 รถบิ๊กไบค์รุ่นใหม่ตัวแรง มี E-Clutch!

Honda เปิดตัว CB750 Hornet รุ่นปี 2027 สำหรับตลาดยุโรปอย่างเป็นทางการ ปรับภาพลักษณ์ครั้งใหม่ด้วยชุดสีแบบทูโทนทั้งหมด 4 สี ขณะที่พื้นฐานเครื่องยนต์และตัวรถยังคงสูตรเดิมที่ประสบความสำเร็จ ด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 755cc กำลังสูงสุด 91.8 PS น้ำหนักเริ่มเพียง 192 กก. พร้อมทางเลือกทั้งเกียร์คลัตช์มือปกติและรุ่น Honda E-Clutch

แม้ปี 2027 จะไม่ได้เพิ่มกำลังหรือเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ แต่ CB750 Hornet ถือเป็นหนึ่งใน Naked Bike รุ่นสำคัญของ Honda ในยุโรป หลังทำยอดขายมากกว่า 10,000 คันเฉพาะปี 2025 และติดกลุ่ม 3 อันดับแรกของตลาด Naked Bike ยุโรปต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา


HlPkF3.jpeg

ปี 2027 เปลี่ยนสีใหม่ทั้งหมด 4 แบบ

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของ CB750 Hornet ปี 2027 อยู่ที่ชุดสี ซึ่ง Honda เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยเลือกใช้การจับคู่สีแบบทูโทนเพื่อเพิ่มความดุดันให้กับงานออกแบบ Streetfighter

มีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่

  • Gunmetal Black Metallic & Mat Ballistic Black Metallic
  • Mat Beta Silver Metallic & Iridium Gray Metallic
  • Glint Wave Blue Metallic & Mat Ballistic Black Metallic
  • Grand Prix Red & Gunmetal Black Metallic

สีดำเน้นภาพลักษณ์เข้มเต็มตัว ขณะที่สีเงินให้ความรู้สึกทันสมัยและเห็นรายละเอียดตัวถังชัดขึ้น

ส่วน Glint Wave Blue ถือเป็นการกลับมาของโทนสีน้ำเงินอีกครั้ง แต่เปลี่ยนจากการใช้สีน้ำเงินเต็มถังในรุ่นก่อน มาเป็นการวางสีน้ำเงินเฉพาะบางส่วนตัดกับสีดำ

ขณะที่ Grand Prix Red ดึงสีประจำสาย Racing ของ Honda มาใช้กับ Hornet ทำให้รถดูโดดเด่นกว่าชุดสีอื่นอย่างชัดเจน


HlP03u.jpeg

เครื่องยนต์ 755cc สองสูบ ให้กำลัง 91.8 PS

เครื่องยนต์ยังคงเป็นขุมพลัง 2 สูบเรียง 755cc SOHC Unicam 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ

ให้กำลังสูงสุด 67.5 kW หรือ 91.8 PS ที่ 9,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 75 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบต่อนาที

หนึ่งในหัวใจสำคัญอยู่ที่เพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศา ซึ่งสร้างจังหวะการจุดระเบิดไม่เท่ากัน ช่วยให้เครื่องยนต์มี Character และแรงดึงที่แตกต่างจากเครื่อง 2 สูบแบบ 180 องศา

Honda ยังใช้ระบบ Vortex Air Flow Ducts สำหรับควบคุมการไหลของอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ เพื่อเพิ่มการตอบสนองเมื่อเปิดคันเร่ง

เครื่องยนต์ชุดนี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้มีเฉพาะกำลังในรอบสูง แต่ยังเน้นแรงบิดช่วงรอบต่ำถึงกลาง ทำให้สามารถใช้ขี่ในเมืองได้โดยไม่ต้องลากรอบตลอดเวลา

น้ำหนักเพียง 192 กก. กับกำลังเกือบ 92 PS

จุดแข็งที่ Honda พูดถึงอย่างชัดเจนคืออัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนัก

CB750 Hornet รุ่นปกติมีน้ำหนักพร้อมใช้งานเพียง 192 กก. เมื่อจับคู่กับกำลัง 91.8 PS ทำให้ได้ Power-to-Weight Ratio ที่ค่อนข้างโดดเด่นในกลุ่ม Middleweight Naked

ส่วนรุ่น E-Clutch มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียง 4 กก. อยู่ที่ 196 กก.

เฟรมเป็นแบบ Steel Diamond Frame ซึ่งมีน้ำหนักตัวเฟรมประมาณ 16.6 กก. ช่วยลดมวลรวมของรถและทำให้การเปลี่ยนทิศทางรวดเร็ว

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Hornet ไม่ได้พยายามชนะคู่แข่งด้วยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สุด แต่เน้นการจับคู่กำลังสูงเข้ากับตัวรถที่เบา

HlPjAl.jpeg

Honda E-Clutch เปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัตช์

CB750 Hornet 2027 ในยุโรปยังมีทางเลือก Honda E-Clutch

ระบบนี้ไม่ใช่เกียร์อัตโนมัติ และไม่ได้ตัดก้านคลัตช์ออกจากรถ

ผู้ขี่ยังคงใช้เกียร์ 6 สปีดด้วยเท้าเหมือนรถ Manual ปกติ แต่สามารถออกตัว หยุดรถ และเปลี่ยนเกียร์ขึ้นหรือลงได้โดย ไม่ต้องกำคลัตช์

ระบบจะควบคุมการจับและปล่อยคลัตช์ให้โดยอัตโนมัติ

Honda ระบุว่าการเปลี่ยนเกียร์ของ E-Clutch สามารถทำได้เร็วและนุ่มกว่าระบบ Quick Shifter ทั่วไป

แต่ถ้าผู้ขี่ต้องการใช้คลัตช์เอง ก็สามารถกำก้านคลัตช์เพื่อแทรกการควบคุมได้ทุกเมื่อ และเมื่อปล่อย ระบบจะกลับมาทำงานอัตโนมัติอีกครั้ง

HlPqWq.jpeg

E-Clutch ทำงานร่วมกับคันเร่งไฟฟ้า มี Auto Blipper

จุดที่น่าสนใจใน CB750 Hornet คือ E-Clutch ทำงานร่วมกับระบบ Throttle By Wire

เมื่อผู้ขี่ลดเกียร์ ระบบสามารถทำ Auto Blipping หรือเพิ่มรอบเครื่องยนต์ให้อัตโนมัติเพื่อจับคู่รอบระหว่างการลดเกียร์

ผลคือการลดเกียร์มีความต่อเนื่องและลดแรงกระชากจากระบบส่งกำลัง

ผู้ขี่ยังสามารถปรับน้ำหนักความรู้สึกของแป้นเปลี่ยนเกียร์ได้ 3 ระดับ ได้แก่ Hard, Medium และ Soft

รุ่น E-Clutch ยังได้อันเดอร์คาวล์ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพิ่มความแตกต่างจากรุ่นคลัตช์มือทั่วไป

ยังมีรุ่น Manual สำหรับคนที่ต้องการคลัตช์แบบเดิม

ตลาดยุโรปแตกต่างจากบางประเทศตรงที่ Honda ยังคงจำหน่าย CB750 Hornet แบบคลัตช์มือปกติควบคู่กับ E-Clutch

ผู้ที่ชื่นชอบการควบคุมคลัตช์เองจึงยังสามารถเลือกรุ่นมาตรฐานได้ ขณะที่คนที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางในเมืองหรืออยากได้เทคโนโลยีใหม่ก็สามารถเลือก E-Clutch

ในรุ่น Manual ยังสามารถเพิ่ม Quick Shifter ผ่านชุดอุปกรณ์เสริมของ Honda ได้ด้วย

HlPQeN.jpeg

โช้กหัวกลับ Showa SFF-BP 41 มม.

ช่วงล่างด้านหน้าใช้โช้กหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาด 41 มม.

ด้านหลังเป็นโมโนโช้กทำงานร่วมกับระบบ Pro-Link

ชุดช่วงล่างถูกเซ็ตให้เข้ากับ Character ของรถที่ต้องรองรับทั้งการขี่ในเมือง ทางโค้ง และการใช้งานด้วยความเร็วสูง

ฐานล้ออยู่ที่ 1,420 มม. ขณะที่ความสูงเบาะเพียง 795 มม. ซึ่งถือว่าไม่สูงมากสำหรับ Naked Bike เครื่องยนต์ระดับ 750cc

เบรกหน้าคาลิเปอร์ Radial 4 ลูกสูบ

ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์คู่ พร้อมคาลิเปอร์แบบ Radial Mount 4 ลูกสูบ

ด้านหลังใช้ดิสก์เดี่ยว พร้อม ABS ทำงานทั้งล้อหน้าและหลัง

ยางหน้าขนาด 120/70ZR17 และด้านหลัง 160/60ZR17

Honda เลือกยางหลังขนาด 160 มม. แทนที่จะขยายไปถึง 180 มม. ซึ่งช่วยรักษาความคล่องตัวในการพลิกรถและลดมวลบริเวณล้อ

มี Riding Mode พร้อม HSTC และ Wheelie Control

ระบบ Throttle By Wire เปิดทางให้ Honda ใส่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาหลายรายการ

ตัวรถมี Riding Mode ให้เลือกใช้งาน พร้อมระบบปรับระดับ

  • กำลังเครื่องยนต์
  • Engine Brake
  • Honda Selectable Torque Control
  • Wheelie Control

ระบบ HSTC มี 3 ระดับ และทำงานร่วมกับ Wheelie Control เพื่อช่วยควบคุมการส่งกำลังไปยังล้อหลัง

ผู้ขี่สามารถปรับ Character ของรถได้ตั้งแต่การใช้งานทั่วไป ไปจนถึงการตอบสนองที่ตรงและสปอร์ตมากขึ้น

HlPx8P.jpeg

จอ TFT 5 นิ้ว พร้อม Honda RoadSync

ชุดมาตรวัดยังคงเป็น TFT Full Color ขนาด 5 นิ้ว

หน้าจอใช้ Optical Bonding เพื่อช่วยเพิ่มความชัดเจนเมื่อใช้งานกลางแดด พร้อมรองรับระบบ Honda RoadSync

เมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟน ผู้ขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันด้านการนำทาง โทรศัพท์ ข้อความ และเพลง โดยควบคุมผ่านชุดสวิตช์ 4 ทิศทางบนแฮนด์ด้านซ้าย

รถยังมีระบบไฟเลี้ยวปิดอัตโนมัติ และ Emergency Stop Signal ซึ่งช่วยกระพริบไฟฉุกเฉินเมื่อระบบตรวจพบการเบรกอย่างรุนแรง

ประหยัดประมาณ 23.2 กม./ลิตร

แม้เครื่องยนต์ให้กำลังเกือบ 92 PS แต่ Honda ระบุอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน WMTC อยู่ที่ประมาณ 23.2 กม./ลิตร

ถังน้ำมันมีความจุ 15.2 ลิตร

หากอ้างอิงตัวเลขดังกล่าว ระยะทางตามทฤษฎีต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถังสามารถแตะระดับประมาณ 350 กม. ได้ โดยการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับรูปแบบการขี่และสภาพเส้นทาง

ราคา E-Clutch ในอังกฤษเทียบไทยประมาณ 336,300 บาท

ราคาที่มีการอ้างอิงสำหรับ CB750 Hornet E-Clutch ในสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 7,549 ปอนด์ หรือประมาณ 336,300 บาท

เงินบาทคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 9 กันยายน 2026 และเป็นเพียงการเปรียบเทียบราคาจากตลาดอังกฤษ ไม่ใช่ราคาจำหน่ายในประเทศไทย

สำหรับรุ่นปี 2027 Honda Europe ยังไม่ได้ประกาศราคาสำหรับทุกประเทศในยุโรปอย่างครบถ้วน จึงต้องรอราคาจำหน่ายจริงในแต่ละตลาดอีกครั้ง

HlP4zt.jpeg

ปี 2027 เปลี่ยนไม่เยอะ แต่ Hornet ยังมีอาวุธครบ

หากมองเฉพาะรายการเปลี่ยนแปลง CB750 Hornet 2027 อาจดูเหมือนอัปเดตไม่มาก เพราะเครื่องยนต์ เฟรม ช่วงล่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมาจากรุ่นเดิม

แต่เหตุผลก็ตรงไปตรงมา เพราะ Honda เพิ่งอัปเกรด Hornet ครั้งใหญ่ไปก่อนหน้านี้ รวมถึงการเพิ่ม E-Clutch และปรับดีไซน์ด้านหน้า

ดังนั้นรุ่นปี 2027 จึงเป็นการเติมความสดใหม่ด้วย 4 สีใหม่ มากกว่าการรื้อรถอีกครั้ง

พื้นฐานสำคัญยังอยู่ครบทั้งเครื่องยนต์ 755cc กำลัง 91.8 PS น้ำหนักเริ่ม 192 กก. โช้ก Showa SFF-BP, TFT 5 นิ้ว, RoadSync, Riding Mode และตัวเลือก Honda E-Clutch

โดยเฉพาะการมีทั้งรุ่น Manual และ E-Clutch ในยุโรป ทำให้ CB750 Hornet สามารถจับผู้ขี่สองกลุ่มได้พร้อมกัน ระหว่างคนที่ยังต้องการความรู้สึกของคลัตช์มือแบบดั้งเดิม กับคนที่อยากได้ความสะดวกของระบบควบคุมคลัตช์อัตโนมัติโดยไม่ต้องยอมเปลี่ยนไปใช้เกียร์อัตโนมัติเต็มรูปแบบ

สำหรับประเทศไทย ยังต้องติดตามว่าจะมีการอัปเดต CB750 Hornet ตามโมเดลปี 2027 ในช่วงเวลาใด และจะเลือกนำชุดสีใหม่เข้ามาครบทั้ง 4 แบบหรือไม่

ที่มา autoby.jp

HeySoZ.gif
HeywuD.gif