Honda CB400SF E-Clutch ลุ้นเปิดตัวในไทย ตำนาน 4 สูบคืนชีพ เทคโนโลยีจัดเต็ม

หนึ่งในรถจักรยานยนต์ที่น่าจับตามองมากที่สุดของ Honda ในปี 2026 คือการกลับมาของชื่อระดับตำนานอย่าง Honda CB400 Super Four ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้กลับมาเพียงในฐานะรถเนกเก็ต 4 สูบเรียงแบบดั้งเดิม แต่ถูกพัฒนาใหม่แทบทั้งหมดภายใต้ชื่อ Honda CB400 Super Four E-Clutch พร้อมเตรียมเริ่มจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นวันที่ 21 สิงหาคม 2026 และมีความเป็นไปได้ที่แฟนชาวไทยอาจได้ลุ้นเห็นรถรุ่นนี้เข้ามาทำตลาดบ้านเราด้วยเช่นกัน


รถรุ่นใหม่นี้ใช้เครื่องยนต์ 399 ซีซี แบบ 4 สูบเรียง DOHC 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 58 PS พร้อม Honda E-Clutch, Throttle-by-Wire, Riding Mode, Traction Control, หน้าจอ TFT สี 5 นิ้ว และ Honda RoadSync เรียกได้ว่าเป็นการนำเสน่ห์ของ CB400 Super Four ที่แฟนรถคุ้นเคยกลับมาอยู่ในแพ็กเกจที่ทันสมัยขึ้นอย่างมาก

ที่สำคัญ ตลาดประเทศไทยไม่ใช่ตลาดที่แปลกหน้ากับเทคโนโลยี E-Clutch อีกต่อไป เพราะไทยฮอนด้าทำตลาดทั้ง CB650R E-Clutch และ CBR650R E-Clutch อยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ CB400 Super Four E-Clutch มีความน่าสนใจอย่างมากหาก Honda ต้องการนำเข้ามาเติมไลน์อัป BigBike ในไทย

จาก Concept สู่รถขายจริงในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

Honda เคยเผยโฉม CB400 Super Four E-Clutch Concept อย่างเป็นทางการครั้งแรกในงาน Osaka Motorcycle Show 2026 เมื่อเดือนมีนาคม โดยประกาศชัดว่ารถรุ่นนี้พัฒนาภายใต้แนวคิด “Next Stage CB” และมีเป้าหมายให้เป็น Standard Naked Sport ที่สามารถสร้างความสนุกได้ในหลากหลายสถานการณ์

เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น Honda ก็ประกาศเวอร์ชันผลิตจริงในวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 พร้อมยืนยันการจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป ผ่านเครือข่าย Honda Dream

Honda ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นไว้ถึง 4,600 คันต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกลับมาของ Super Four ครั้งนี้ไม่ใช่โปรเจกต์จำนวนจำกัดสำหรับนักสะสม แต่เป็นหนึ่งในโมเดลหลักที่ Honda ตั้งใจนำกลับมาทำตลาดอย่างจริงจัง


Honda CB400 Four 2027 merah

ดีไซน์ Super Four แบบดั้งเดิม แต่ตีความใหม่ทั้งหมด

Honda ยังคงรักษาภาพจำของ CB400 Super Four เอาไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสัดส่วนแบบ Japanese Naked Bike ที่เน้นเส้นตัวรถในแนวนอน ถังน้ำมันขนาดใหญ่ ไฟหน้าทรงกลม และส่วนท้ายที่เรียบง่าย

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรายละเอียดทั้งหมดถูกปรับเข้าสู่ยุคใหม่ ชุดไฟหน้าเป็น LED ตัวถังดูแน่นและมีมิติมากขึ้น ขณะที่เครื่องยนต์ 4 สูบถูกโชว์ให้เป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบ พร้อมใช้สีเงินบริเวณเสื้อสูบและแคร้งเครื่องยนต์เพื่อเน้นรูปทรงของขุมพลัง 4 สูบเรียง

ท่อไอเสียใช้รูปแบบ 4-2-1 พร้อมเฮดเดอร์ที่ออกแบบให้มีเส้นโค้งสวยงาม โดย Honda ระบุว่าได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนจาก CB400FOUR รุ่นปี 1974 พร้อมปรับโครงสร้างภายในของหม้อพักเพื่อสร้างเสียงต่อเนื่องในแบบเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง

fbf3ca9e1e738a318019d29144647a0ad42ec39d

เครื่องยนต์ 399 ซีซี 4 สูบเรียง 58 PS

หัวใจสำคัญที่สุดของ Honda CB400 Super Four E-Clutch คือเครื่องยนต์ที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ แบบ 4 สูบเรียง DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุจริง 399 ซีซี

กระบอกสูบและช่วงชักอยู่ที่ 55.0 x 42.0 มม. พร้อมอัตราส่วนกำลังอัดสูงถึง 12.3:1 และระบบหัวฉีด PGM-FI

กำลังสูงสุดอยู่ที่ 43 kW หรือ 58 PS ที่ 11,500 รอบ/นาที ขณะที่แรงบิดสูงสุด 38 Nm ที่ 9,750 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด

ตัวเลขรอบเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างสูงสะท้อนคาแรกเตอร์ของเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาดเล็กที่เน้นการไต่รอบและลากรอบมากกว่าเครื่องยนต์ 2 สูบคลาสกลางทั่วไป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสน่ห์สำคัญของ CB400 Super Four มาตั้งแต่ในอดีต

Honda ระบุว่าเครื่องยนต์ใหม่ได้รับการพัฒนาให้มีแรงบิดใช้งานง่ายในรอบต่ำและกลาง แต่ยังสามารถไต่รอบได้อย่างต่อเนื่องไปถึงบริเวณกำลังสูงสุด ทำให้รองรับทั้งการขี่ในเมือง ทางคดเคี้ยว และการเดินทางบนทางด่วน

Honda E-Clutch ทำให้ 4 สูบเกียร์ธรรมดาขี่ง่ายขึ้น

หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่สุดของรถรุ่นนี้คือ Honda E-Clutch ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ Throttle-by-Wire หรือ TBW

ระบบสามารถควบคุมคลัตช์ให้อัตโนมัติในช่วงออกตัว เปลี่ยนเกียร์ และหยุดรถ ผู้ขี่จึงสามารถใช้เท้าเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้โดยไม่จำเป็นต้องบีบคลัตช์ในสถานการณ์ปกติ

อย่างไรก็ตาม คันคลัตช์ยังคงอยู่เหมือนรถเกียร์ธรรมดาทั่วไป หากผู้ขี่ต้องการควบคุมคลัตช์เองก็สามารถบีบใช้งานได้ทันที และยังสามารถปิดระบบ E-Clutch เพื่อกลับไปใช้รถในรูปแบบ Manual เต็มรูปแบบได้

จุดที่น่าสนใจใน CB400 Super Four รุ่นใหม่คือ E-Clutch ทำงานประสานกับ TBW โดยระหว่างการลดเกียร์ ระบบสามารถควบคุมรอบเครื่องยนต์ร่วมกับการจับและปล่อยคลัตช์ เพื่อลดความแตกต่างของรอบเครื่องยนต์และช่วยให้การลดเกียร์นุ่มนวลขึ้น

สำหรับผู้ที่ต้องใช้รถในเมือง ระบบนี้ช่วยลดภาระจากการกำคลัตช์ซ้ำ ๆ ท่ามกลางการจราจร แต่เมื่อออกไปขี่ถนนคดเคี้ยว ผู้ขี่ก็ยังสามารถกลับมาควบคุมคลัตช์ด้วยตัวเองได้ตามต้องการ

56c03f37cdd05edabd90226a98eb2492d5d6e517

Throttle-by-Wire เปิดทางให้ Riding Mode เต็มรูปแบบ

การเปลี่ยนมาใช้คันเร่งไฟฟ้าไม่ได้มีประโยชน์เพียงการทำงานร่วมกับ E-Clutch แต่ยังเปิดทางให้ Honda สามารถติดตั้งระบบควบคุมเครื่องยนต์หลายรูปแบบเข้ามาใน CB400 Super Four ได้

ตัวรถมี Riding Mode ได้แก่ STANDARD, SPORT และ URBAN พร้อม USER Mode สำหรับกำหนดค่าตามความต้องการของผู้ขี่

ระบบสามารถปรับองค์ประกอบสำคัญอย่าง Power, Engine Brake และ Torque Control ทำให้รถสามารถเปลี่ยนบุคลิกให้เหมาะกับการขี่ในเมือง การเดินทาง ทางคดเคี้ยว หรือสภาพถนนที่แตกต่างกัน

เมื่อเทียบกับ CB400 Super Four รุ่นเดิมที่มีเสน่ห์จากความเป็นรถกลไกค่อนข้างบริสุทธิ์ รุ่นใหม่จึงเดินไปอีกทิศทางด้วยการรักษาเครื่องยนต์ 4 สูบเอาไว้ แต่เพิ่มระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้รถเข้าถึงง่ายและใช้งานได้กว้างขึ้น

เฟรมใหม่ทั้งหมด น้ำหนัก 187 กก.

CB400 Super Four E-Clutch ใช้เฟรม Steel Diamond Frame ที่ได้รับการออกแบบใหม่ โดย Honda พยายามลดน้ำหนักในแต่ละส่วนและจัดตำแหน่งชิ้นส่วนให้มวลอยู่ใกล้ศูนย์กลางรถมากขึ้น

ตัวรถมีความยาว 2,110 มม. กว้าง 770 มม. สูง 1,085 มม. และระยะฐานล้อ 1,405 มม.

น้ำหนักพร้อมใช้งานอยู่ที่ 187 กก. ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อพิจารณาว่าเป็นรถ 4 สูบเรียงพร้อม E-Clutch และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก

เบาะสูง 780 มม. น่าสนใจสำหรับผู้ขี่ชาวเอเชีย

อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าจับตามองคือความสูงเบาะเพียง 780 มม. ซึ่งค่อนข้างเป็นมิตรสำหรับรถ Naked Bike คลาสกลาง

Honda ยังออกแบบบริเวณส่วนหน้าของเบาะให้แคบลงเพื่อช่วยให้ขาของผู้ขี่สามารถเหยียดลงสู่พื้นได้ง่ายขึ้น พร้อมกำหนดท่านั่งแบบ Upright ที่รองรับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทาง

หากรถรุ่นนี้เข้ามาทำตลาดประเทศไทยจริง จุดนี้น่าจะเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะไม่เพียงพิกัดเครื่องยนต์จะอยู่ที่ 400 ซีซี แต่ทั้งความสูงเบาะและสัดส่วนโดยรวมก็ไม่ได้ใหญ่จนเข้าถึงยากเกินไป

c265e19557dd1a64026d2bd53594655c8b9d2425

โช้กหน้าหัวกลับและ Pro-Link ด้านหลัง

ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเปลี่ยนมาใช้โช้กแบบหัวกลับ Cartridge Type ขณะที่ด้านหลังใช้ระบบ Pro-Link แบบ Mono Shock ซึ่งแตกต่างจากภาพจำของ CB400 Super Four รุ่นเก่าที่ใช้โช้กหลังคู่

Honda ระบุว่าการเซ็ตช่วงล่างเน้นสร้างสมดุลระหว่างการซับแรงกระแทกและการควบคุมแบบสปอร์ต เพื่อให้รถใช้งานได้ตั้งแต่ความเร็วต่ำในเมืองไปจนถึงการขี่ด้วยความเร็วสูงและถนนคดเคี้ยว

ล้อเป็นขนาด 17 นิ้ว โดยด้านหน้าใช้ยาง 120/70ZR17 และด้านหลังขนาด 160/60ZR17

ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์คู่ ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว โดยบทความต้นทางระบุว่าด้านหน้าใช้คาลิเปอร์ NISSIN แบบ Radial Mount 4 พอต เพิ่มความจริงจังในการควบคุมรถแบบสปอร์ต

หน้าจอ TFT 5 นิ้ว พร้อม Honda RoadSync

ความคลาสสิกของไฟหน้าทรงกลมถูกตัดกับเทคโนโลยีสมัยใหม่บริเวณค็อกพิต ด้วยหน้าจอ TFT Full Color ขนาด 5 นิ้ว

หน้าจอรองรับ Honda RoadSync สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนผ่าน Bluetooth เพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น ระบบนำทางและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง รวมถึงรองรับการควบคุมผ่านชุดสวิตช์บริเวณแฮนด์และการสั่งงานด้วยเสียงเมื่อใช้ชุดหูฟังที่รองรับ

นอกจากนี้ยังมีช่องจ่ายไฟ USB Type-C ติดตั้งบริเวณด้านขวาของชุดไฟหน้า ช่วยให้สามารถชาร์จโทรศัพท์หรืออุปกรณ์พกพาระหว่างเดินทางได้

ถังน้ำมัน 15 ลิตร ประหยัดตาม WMTC 23.1 กม./ลิตร

ความจุถังน้ำมันอยู่ที่ 15 ลิตร ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน WMTC ซึ่ง Honda Japan ประกาศอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 23.1 กม./ลิตร

หากพิจารณาจากขนาดเครื่องยนต์ 399 ซีซี แบบ 4 สูบเรียง กำลัง 58 PS ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเหมาะสมกับรถที่สามารถนำไปใช้งานได้ทั้งในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล

มี 4 สี ราคาไม่ถึง 1 ล้านเยน

Honda CB400 Super Four E-Clutch มีสีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Wolf Silver Metallic, Matte Ballistic Black Metallic, Ross White และ Candy Chromosphere Red

ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่ 998,800 เยนรวมภาษี หรืออยู่ในระดับประมาณสองแสนบาทเมื่อแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง แต่หากมีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศอื่น ราคาจะขึ้นอยู่กับภาษี ต้นทุนการนำเข้า และโครงสร้างการทำตลาดของแต่ละประเทศ

แล้วทำไม CB400 Super Four E-Clutch ถึงมีลุ้นเปิดตัวในไทย

สำหรับประเทศไทย ณ ตอนนี้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจากไทยฮอนด้าว่าจะนำ CB400 Super Four E-Clutch เข้ามาจำหน่าย แต่เมื่อมองจากองค์ประกอบหลายด้าน รถรุ่นนี้ถือว่ามีความน่าสนใจสำหรับตลาดไทยไม่น้อย

เหตุผลสำคัญคือเทคโนโลยี Honda E-Clutch ได้เข้ามาทำตลาดประเทศไทยแล้ว โดยปัจจุบันไทยฮอนด้ามีทั้ง CB650R E-Clutch และ CBR650R E-Clutch จำหน่ายผ่านกลุ่ม Honda BigBike ทำให้ทั้งโครงสร้างการขาย การบริการ และการสื่อสารเกี่ยวกับระบบ E-Clutch มีพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว

นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นตลาดที่ Honda ทำรถเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงอย่าง CB650R และ CBR650R อยู่แล้ว จึงทำให้ CB400 Super Four E-Clutch สามารถเข้ามาสร้างตำแหน่งใหม่ในระดับต่ำกว่า 650 Series ได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเสน่ห์ของเครื่องยนต์ 4 สูบ แต่ไม่ต้องการขยับไปถึงเครื่องยนต์ 650 ซีซี

อีกจุดคือชื่อ CB400 Super Four มีฐานแฟนอยู่ในประเทศไทยมายาวนานจากรถนำเข้าในอดีต การกลับมาด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงใหม่พร้อมรูปลักษณ์ Japanese Naked แบบดั้งเดิม จึงมีโอกาสดึงดูดได้ทั้งกลุ่มผู้ขี่รุ่นใหม่และกลุ่มแฟน Super Four เดิม

ถ้ามาไทย จุดสำคัญที่สุดคือราคา

หาก CB400 Super Four E-Clutch เปิดตัวในประเทศไทยจริง ประเด็นที่น่าจะมีผลต่อความสำเร็จมากที่สุดคือราคาจำหน่าย

ปัจจุบัน New CB650R E-Clutch ในประเทศไทยมีราคาแนะนำ 336,580 บาท ขณะที่ CBR650R E-Clutch อยู่ที่ 351,990 บาท ดังนั้นตำแหน่งราคาของ CB400 Super Four จะต้องถูกวางอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างช่องว่างจาก 650 Series ให้ชัดเจน

หากสามารถทำราคาให้ต่ำกว่า CB650R E-Clutch ได้ในระดับที่น่าสนใจ รถรุ่นนี้จะมีจุดขายที่ค่อนข้างแข็งแรง ทั้งเครื่องยนต์ 399 ซีซี 4 สูบ 58 PS น้ำหนัก 187 กก. เบาะสูงเพียง 780 มม. พร้อม E-Clutch, Riding Mode, Traction Control และ TFT 5 นิ้ว

ที่สำคัญ ผู้ซื้อไม่ได้กำลังเลือกรถ 400 ซีซี เพราะต้องการลดขนาดเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ CB400 Super Four มีคาแรกเตอร์ของตัวเองจากเครื่องยนต์ 4 สูบที่ลากรอบได้ถึงช่วงกว่า 11,000 รอบ/นาที พร้อมรูปลักษณ์แบบ Japanese Naked ที่แตกต่างจาก CB650R ซึ่งเดินในแนวทาง Neo Sports Café

หนึ่งในรถ Honda ที่น่าลุ้นที่สุดสำหรับตลาดไทย

Honda CB400 Super Four E-Clutch ถือเป็นการคืนชีพชื่อระดับตำนานในรูปแบบที่น่าสนใจ เพราะ Honda ไม่ได้พยายามสร้าง CB400 รุ่นเก่าขึ้นมาใหม่ทั้งคัน แต่เลือกเก็บหัวใจสำคัญอย่างเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงและสไตล์ Japanese Naked เอาไว้ แล้วนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเสริม

เครื่องยนต์ 399 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 58 PS และแรงบิด 38 Nm จับคู่กับเกียร์ 6 สปีด Honda E-Clutch และ TBW พร้อม Riding Mode, Traction Control, หน้าจอ TFT 5 นิ้ว, Honda RoadSync, USB Type-C, โช้กหน้าหัวกลับ และดิสก์เบรกคู่ด้านหน้า ขณะที่เบาะสูงเพียง 780 มม. และน้ำหนัก 187 กก.

หลังจากญี่ปุ่นเตรียมเริ่มจำหน่ายจริงในวันที่ 21 สิงหาคม 2026 ขั้นต่อไปที่น่าจับตามองคือการขยายตลาดออกนอกประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีเหตุผลให้แฟน ๆ ได้ลุ้น เนื่องจากไทยฮอนด้ามีทั้งกลุ่มรถ 4 สูบและเทคโนโลยี E-Clutch ทำตลาดอยู่แล้ว

ดังนั้นแม้ตอนนี้ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ แต่หาก Honda CB400 Super Four E-Clutch ถูกนำมาเปิดตัวในประเทศไทยจริง ก็มีโอกาสกลายเป็นหนึ่งในรถ BigBike รุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจสูงมาก ด้วยสูตรที่หาได้ยากในตลาดปัจจุบันอย่าง เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 400 ซีซี + E-Clutch + รูปลักษณ์ Super Four ที่หลายคนคุ้นเคย