Honda CB400 และ CBR400R FOUR ใหม่ มีลุ้นเข้าไทยปลายปี? 4 สูบ พร้อม E-Clutch

Honda ประเทศญี่ปุ่นเดินเกมครั้งใหญ่ในคลาส 400cc ด้วยการเปิดตัว CB400 SUPER FOUR E-Clutch และ CBR400R FOUR E-Clutch รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการในปี 2026 พร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 399cc ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ระบบคันเร่งไฟฟ้า และ Honda E-Clutch เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
สำหรับตลาดไทย สองรุ่นนี้ถือว่าน่าจับตามากเป็นพิเศษ เพราะชื่อ CB400 SUPER FOUR มีฐานแฟนแข็งแรงมาอย่างยาวนาน ขณะที่ CBR400R FOUR ก็เข้ามาเติมช่องว่างของรถสปอร์ต 4 สูบขนาดกลางที่ Honda ยังไม่มีรุ่นทำตลาดโดยตรงในปัจจุบัน

CB400 SUPER FOUR กลับมาอีกครั้งในยุคใหม่
CB400 SUPER FOUR E-Clutch ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ Japanese Naked แบบดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งถังน้ำมันทรงคลาสสิก ไฟหน้าทรงกลม และสัดส่วนตัวรถที่ดูเรียบง่าย แต่แทบทุกอย่างใต้เปลือกถูกพัฒนาใหม่
เครื่องยนต์เป็นแบบ 4 สูบเรียง DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุ 399cc
ให้กำลังสูงสุด 58 PS ที่ 11,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 38 นิวตันเมตร ที่ 9,750 รอบต่อนาที
ตัวเลขนี้ชัดเจนว่า Honda ยังรักษาคาแรกเตอร์เครื่องยนต์ 4 สูบรอบสูงเอาไว้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสน่ห์สำคัญของ CB400 SUPER FOUR มาตั้งแต่อดีต

E-Clutch ทำงานร่วมกับ Ride-by-Wire
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของรุ่นใหม่คือ Honda E-Clutch ที่ทำงานร่วมกับระบบคันเร่งไฟฟ้า
ผู้ขี่สามารถออกตัว เปลี่ยนเกียร์ และหยุดรถได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ แต่ยังสามารถใช้คลัตช์ด้วยตัวเองได้ตามปกติหากต้องการ
การทำงานร่วมกับ Ride-by-Wire ยังช่วยให้ระบบสามารถปรับรอบเครื่องยนต์ขณะลดเกียร์ เพื่อลดแรงกระชากและทำให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลขึ้น
นอกจากนี้ยังมี Riding Mode ได้แก่ STANDARD, SPORT, URBAN และ USER พร้อมการปรับ Power, Engine Brake และ Torque Control

CB400 ได้โช้ก USD และ Pro-Link
ช่วงล่างด้านหน้าเปลี่ยนมาใช้โช้กหัวกลับแบบ Cartridge
ด้านหลังใช้ Pro-Link Monoshock แทนภาพจำของ CB400 รุ่นเก่าที่ใช้โช้กคู่
ตัวรถมีน้ำหนักพร้อมใช้งาน 187 กิโลกรัม เบาะสูง 780 มม. และถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร
ล้อหน้าใช้ยาง 120/70ZR17 และด้านหลัง 160/60ZR17 พร้อมดิสก์คู่ด้านหน้า
จุดนี้ทำให้ CB400 รุ่นใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการนำชื่อเก่ากลับมา แต่เป็นการสร้าง SUPER FOUR ยุคใหม่ขึ้นมาแทบทั้งหมด

CBR400R FOUR ใช้พื้นฐานเดียวกัน แต่สปอร์ตเต็มตัว
ฝั่ง CBR400R FOUR E-Clutch ใช้เครื่องยนต์และเฟรมพื้นฐานเดียวกับ CB400 SUPER FOUR
กำลังสูงสุดยังอยู่ที่ 58 PS และแรงบิด 38 นิวตันเมตร
แต่ Honda ปรับบุคลิกของรถให้เน้น Sport Riding มากขึ้น ทั้งท่านั่งที่โน้มไปด้านหน้า เบาะแยกสองตอน และแฟริ่งเต็มรูปแบบ
ด้านหน้ามี Twin Ram Air Duct ใต้ชุดไฟ ซึ่งช่วยนำอากาศเข้าสู่ระบบไอดีและเพิ่มความรู้สึกของเครื่องยนต์ในช่วงความเร็วสูง
ช่วงล่างยังใช้โช้กหัวกลับด้านหน้าและ Pro-Link ด้านหลังเหมือน CB400
น้ำหนักพร้อมใช้งานเท่ากันที่ 187 กิโลกรัม แต่ถังน้ำมันลดลงเล็กน้อยเหลือ 14 ลิตร

TFT 5 นิ้ว และ Honda RoadSync ทั้งสองรุ่น
ทั้ง CB400 SUPER FOUR และ CBR400R FOUR ได้หน้าจอ TFT สีขนาด 5 นิ้วเป็นมาตรฐาน
รองรับ Honda RoadSync สำหรับเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน ใช้งานระบบนำทาง เพลง และการโทรผ่านชุดสวิตช์บนแฮนด์และ Headset
ยังมี USB Type-C มาให้จากโรงงาน
จึงถือว่าเป็นรถ 400cc ที่ไม่ได้ขายเพียงความรู้สึกของเครื่องยนต์ 4 สูบ แต่ยังใส่เทคโนโลยีระดับเดียวกับ BigBike รุ่นใหม่ของ Honda เข้ามาครบ

ราคา CB400 ราว 211,500 บาท เมื่อแปลงตรงจากญี่ปุ่น
CB400 SUPER FOUR E-Clutch เปิดราคาในญี่ปุ่นที่ 998,800 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 11 ตุลาคม 2026 ประมาณ 211,500 บาท
ส่วน CBR400R FOUR E-Clutch ราคา 1,199,000 เยน หรือประมาณ 253,900 บาท
ตัวเลขนี้เป็นเพียงการแปลงค่าเงินตรงจากราคาญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่ใช่ราคาที่คาดว่าจะขายในประเทศไทย เพราะโครงสร้างภาษี การนำเข้า และการทำตลาดแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ราคาต้นทางก็พอสะท้อนให้เห็นว่า CBR400R FOUR ถูกวางสูงกว่า CB400 SUPER FOUR อย่างชัดเจน

ทำไมสองรุ่นนี้ถึงน่าจับตาสำหรับไทย
เหตุผลแรกคือ Honda Thailand มีเครือข่าย BigWing และฐานลูกค้าสำหรับรถ 400–500cc อยู่แล้ว
เหตุผลที่สองคือ Honda กำลังผลักดัน E-Clutch ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่ม 500 และ 650
ดังนั้นการนำ CB400 SUPER FOUR หรือ CBR400R FOUR เข้ามา จะไม่ใช่การแนะนำเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการขยาย E-Clutch ลงมาสู่รถ 4 สูบคลาส 400cc
อีกจุดที่สำคัญคือคู่แข่งอย่าง Kawasaki Ninja ZX-4R และ ZX-4RR แสดงให้เห็นแล้วว่าตลาดรถ 4 สูบขนาดประมาณ 400cc ยังมีฐานลูกค้าที่ชัดเจน
CBR400R FOUR จึงมีคู่แข่งตรงอยู่แล้ว ขณะที่ CB400 SUPER FOUR สามารถสร้างพื้นที่ของตัวเองในตลาด Naked 4 สูบได้ง่ายกว่า

CB400 SUPER FOUR อาจมีโอกาสมากกว่า
ถ้ามองเฉพาะโอกาสในตลาดไทย CB400 SUPER FOUR น่าจะเป็นรุ่นที่มีแรงดึงดูดมากกว่าเล็กน้อย
ชื่อ CB400 SF เป็นที่รู้จักอย่างมากในประเทศไทย และรถมือสองรุ่นเดิมก็ยังมีฐานแฟนเหนียวแน่น
รุ่นใหม่ยังรักษาภาพลักษณ์ของ CB แบบดั้งเดิมเอาไว้ แต่เพิ่มทั้งเครื่องยนต์ใหม่ E-Clutch, TFT, Ride-by-Wire และระบบอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่
จึงเป็นรถที่สามารถขายได้ทั้งกลุ่มคนที่เคยชอบ CB400 รุ่นเก่า และผู้ใช้รุ่นใหม่ที่ต้องการ Naked 4 สูบขนาดไม่ใหญ่เกินไป

CBR400R FOUR ก็มีจุดขายที่ชัด
แม้ CBR400R FOUR จะต้องเจอกับคู่แข่งที่แข็งแรง แต่รถมีจุดแตกต่างจาก CBR500R อย่างชัดเจน
CBR500R ใช้เครื่องยนต์ 2 สูบ เน้นแรงบิดและการใช้งานง่าย ส่วน CBR400R FOUR เน้นเครื่องยนต์ 4 สูบรอบสูงและคาแรกเตอร์สปอร์ตมากกว่า
หาก Honda Thailand เลือกนำมาทั้งคู่ จึงสามารถวางผลิตภัณฑ์แยกตำแหน่งกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องแทนที่ CBR500R โดยตรง
ปลายปี 2026 จึงเป็นช่วงที่ต้องจับตา
ตอนนี้ Honda ประเทศไทยยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะนำ CB400 SUPER FOUR E-Clutch หรือ CBR400R FOUR E-Clutch เข้ามาจำหน่าย
แต่เมื่อทั้งสองรุ่นขึ้นขายจริงในญี่ปุ่นแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคมและกันยายน 2026 ประกอบกับตลาดไทยมีทั้งฐานลูกค้า BigBike และการทำตลาด E-Clutch อยู่ก่อนแล้ว โอกาสที่อย่างน้อยหนึ่งในสองรุ่นจะถูกนำมาพิจารณาทำตลาดจึงถือว่าน่าสนใจมาก
หาก Honda ต้องการสร้างกระแสในกลุ่ม BigBike ช่วงปลายปี CB400 SUPER FOUR E-Clutch น่าจะเป็นหนึ่งในชื่อที่แฟน Honda ไทยจับตามองมากที่สุด

ผู้ก่อตั้ง GreatBiker.com ทำงานในวงการมอเตอร์ไซค์มากว่า 15 ปี รายงานข่าวรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเรียบเรียงจากข้อมูลของแต่ละแบรนด์ และทดสอบขี่จริงกับรถที่เปิดตัวในไทย


