เปิดราคา Honda CBR400R FOUR E-Clutch 2026 สปอร์ต 400cc 4 สูบ รุ่นใหม่!

Honda CBR400R FOUR E-Clutch 2026 กลายเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตคลาสกลางที่ถูกจับตามองมากที่สุดในญี่ปุ่น หลัง Honda ประกาศรายละเอียดตัวรถ ราคา และกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยรุ่นนี้จะเริ่มขายในญี่ปุ่นวันที่ 18 กันยายน 2026 ในราคา 1,199,000 เยน หรือประมาณ 246,900 บาท
ความพิเศษของรุ่นนี้ไม่ได้อยู่แค่การเป็น CBR400R รุ่นใหม่ แต่คือการกลับมาของรถ CBR พิกัด 400cc แบบ 4 สูบเรียง หลังจากห่างหายไปนานถึง 26 ปี นับตั้งแต่ CBR400RR ยุติการผลิตในปี 2000 ทำให้ CBR400R FOUR E-Clutch ถูกมองว่าเป็นการปลุกตำนาน 4 สูบคลาส 400 ให้กลับมาในรูปแบบที่ทันสมัยกว่าเดิม

ไม่ใช่ CBR400R รุ่นเดิมที่เปลี่ยนเครื่องเท่านั้น
แม้ชื่อรุ่นจะใช้คำว่า CBR400R แต่ CBR400R FOUR E-Clutch มีแนวทางแตกต่างจาก CBR400R รุ่นเดิมอย่างชัดเจน เพราะ CBR400R รุ่นก่อนใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง เน้นความง่ายในการขี่และความเป็นมิตรกับผู้ใช้ทั่วไป
แต่รุ่น FOUR ใหม่นี้ถูกพัฒนาให้เป็นฟูลแฟริ่งสปอร์ตที่จริงจังกว่าเดิม ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 399cc ที่เน้นการตอบสนองรอบสูง ความเร้าใจ และอารมณ์การขับขี่แบบสปอร์ตไบค์มากขึ้น
นี่ทำให้ CBR400R FOUR E-Clutch ไม่ได้เป็นเพียงรุ่นต่อยอดของ CBR400R เดิมแบบตรงๆ แต่เป็นการสร้างสปอร์ต 400cc ยุคใหม่ที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเองชัดเจนกว่าเดิม

แนวคิด New Generation Sport
Honda พัฒนา CBR400R FOUR E-Clutch ภายใต้แนวคิด “New Generation Sport” โดยเน้นความรู้สึกตื่นเต้นจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน และความเต็มอิ่มเมื่อผู้ขี่ต้องการโฟกัสกับการขับขี่อย่างจริงจัง
จุดนี้สะท้อนว่าตัวรถไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นรถสนามสุดโต่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เป็นสปอร์ตไบค์ที่ขี่ได้จริง ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และยังให้ความสนุกเมื่อเข้าสู่ถนนโค้งหรือการขี่แบบสปอร์ต
การผสมระหว่างเครื่องยนต์ 4 สูบ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และตำแหน่งขี่ที่ยังไม่สุดโต่งเกินไป ทำให้ CBR400R FOUR E-Clutch มีบุคลิกที่เข้าถึงง่ายกว่ารถสปอร์ตเรพลิก้าสายสนามเต็มรูปแบบ
ดีไซน์ใหม่ เรียบคมและพรีเมียมขึ้น
งานออกแบบของ CBR400R FOUR E-Clutch ใช้เส้นสายที่ลื่นไหลตั้งแต่ด้านหน้าจนถึงท้ายรถ โดยเน้นพื้นผิวที่เรียบ คม และมีความต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาพลักษณ์สปอร์ตที่ดูทันสมัยและพรีเมียมมากขึ้น
ด้านหน้าของตัวรถโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้าทรง V-shape ที่ให้บุคลิกเฉพาะตัว แตกต่างจาก CBR รุ่นเดิม และช่วยให้หน้ารถดูเฉียบคมขึ้น
แฟริ่งรอบคันไม่ได้เน้นลวดลายซับซ้อนแบบรถเรพลิก้ายุคเก่า แต่ใช้ความสวยของพื้นผิวและสัดส่วนตัวรถเป็นจุดขาย ทำให้ภาพรวมดูเป็นสปอร์ตไบค์ยุคใหม่ที่โตขึ้น สุขุมขึ้น และยังคงความเร็วเอาไว้อย่างชัดเจน
สีตัวถัง 2 สี เงินและดำ
Honda CBR400R FOUR E-Clutch 2026 ในญี่ปุ่นมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Beta Silver Metallic และ Matte Ballistic Black Metallic
สี Beta Silver Metallic ใช้โทนเงินเป็นหลัก พร้อมการแทรกสีเหลืองเป็นจุดเด่น ช่วยให้ตัวรถดูมีความเป็นโลหะ พรีเมียม และสปอร์ตในเวลาเดียวกัน
ส่วนสี Matte Ballistic Black Metallic ให้ภาพลักษณ์ดุดัน สุขุม และจริงจังมากขึ้น เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการรถสปอร์ตที่ดูเข้ม เรียบ และไม่เน้นกราฟิกฉูดฉาดมากเกินไป
เครื่องยนต์ใหม่ 399cc 4 สูบเรียง 58 แรงม้า
หัวใจหลักของ CBR400R FOUR E-Clutch คือเครื่องยนต์ใหม่แบบ 4 สูบเรียง DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุ 399cc ให้กำลังสูงสุด 58 PS
จุดเด่นของเครื่องยนต์ชุดนี้คือการผสมระหว่างแรงบิดรอบต่ำถึงกลางที่ใช้งานได้ง่าย กับความจัดจ้านของรอบสูงในแบบเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง
เครื่องยนต์ 4 สูบในพิกัด 400cc เป็นสิ่งที่แฟนรถสปอร์ตหลายคนรอคอย เพราะให้บุคลิกแตกต่างจากเครื่องยนต์ 2 สูบอย่างชัดเจน ทั้งเสียง รอบเครื่อง การลากรอบ และความต่อเนื่องของพละกำลัง

ระบบ Ram Air และไอดีแบบ Downdraft
เครื่องยนต์ของ CBR400R FOUR E-Clutch ใช้ระบบไอดีแบบ Downdraft ร่วมกับ Ram Air ที่รับอากาศจากด้านหน้า เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของเครื่องยนต์ในย่านรอบสูง
การวางระบบไอดีลักษณะนี้ไม่ได้มีผลแค่เรื่องสมรรถนะเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์การขี่โดยตรง ทั้งเสียงดูดอากาศ การตอบสนองของเครื่องยนต์ และความรู้สึกตอนลากรอบ
สำหรับรถสปอร์ต 4 สูบ พิกัด 400cc เสน่ห์ของเสียงและการไต่รอบถือเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญ และ CBR400R FOUR E-Clutch ดูเหมือนถูกออกแบบมาให้เน้นจุดนี้อย่างชัดเจน
คันเร่งไฟฟ้า TBW และโหมดขับขี่ 5 รูปแบบ
CBR400R FOUR E-Clutch มาพร้อมระบบคันเร่งไฟฟ้า TBW หรือ Throttle By Wire เพื่อควบคุมการเปิดคันเร่งและกำลังของเครื่องยนต์อย่างละเอียดมากขึ้น
ระบบนี้ช่วยให้ตัวรถตอบสนองได้คมขึ้น แต่ยังสามารถปรับคาแรกเตอร์ให้เหมาะกับผู้ขี่และสถานการณ์ต่างๆ ได้ โดย Honda ใส่โหมดขับขี่มาให้ทั้งหมด 5 รูปแบบ
การมี Riding Mode ในรถพิกัด 400cc ทำให้ CBR400R FOUR E-Clutch ดูทันสมัยและจริงจังขึ้นมาก เพราะผู้ขี่สามารถปรับนิสัยของรถให้เหมาะกับการใช้งานในเมือง ถนนเปียก ถนนโค้ง หรือการขี่แบบสปอร์ตได้ง่ายกว่าเดิม

Honda E-Clutch จุดขายสำคัญของรุ่นนี้
อีกหนึ่งไฮไลท์ใหญ่คือระบบ Honda E-Clutch ที่ช่วยให้ผู้ขี่สามารถออกตัว เปลี่ยนเกียร์ และหยุดรถได้โดยไม่ต้องบีบคลัตช์ แต่ยังคงมีคันคลัตช์ให้ใช้งานตามปกติเมื่อผู้ขี่ต้องการ
ระบบนี้ช่วยลดภาระการใช้มือซ้ายในเมืองหรือช่วงรถติด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ตัดความสนุกของการขี่รถเกียร์ธรรมดาออกไป เพราะผู้ขี่ยังสามารถใช้คลัตช์เองได้เมื่ออยากควบคุมแบบเดิม
สำหรับรถสปอร์ต 4 สูบที่มีเสน่ห์เรื่องการลากรอบและเปลี่ยนเกียร์ E-Clutch จึงเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้การขี่ง่ายขึ้นโดยไม่ทำให้รถเสียคาแรกเตอร์ของความเป็นสปอร์ตไบค์
ขี่ง่ายขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งความเป็น Manual
แนวคิดของ Honda E-Clutch น่าสนใจมาก เพราะไม่ได้เปลี่ยนรถให้กลายเป็นออโตเมติกเต็มตัว แต่เพิ่มตัวช่วยให้ผู้ขี่เลือกได้ว่าจะขี่แบบง่ายหรือขี่แบบดั้งเดิม
ในเมือง ผู้ขี่สามารถปล่อยให้ระบบช่วยจัดการเรื่องคลัตช์ เพื่อลดความเหนื่อยจากการจอดและออกตัวบ่อยๆ
แต่เมื่อเข้าสู่ถนนโค้งหรือการขี่ที่ต้องการอารมณ์สปอร์ต ผู้ขี่ยังสามารถโฟกัสกับการเลือกเกียร์ ไลน์โค้ง และจังหวะคันเร่งได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเสียสมาธิกับการควบคุมคลัตช์ตลอดเวลา
ท่อไอเสีย 4-1 และเฮดเดอร์ 4 เส้น
CBR400R FOUR E-Clutch ใช้ชุดท่อไอเสียแบบ 4-1 โดยมีเฮดเดอร์ 4 เส้นที่มองเห็นได้จากช่องแฟริ่ง สะท้อนความเป็นรถสปอร์ต 4 สูบอย่างชัดเจน
บทความต้นทางระบุว่าท่อไอเสียใช้โครงสร้างท่อสองชั้น เพื่อช่วยสร้างแรงบิดที่ดีและภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง ขณะที่ชุดแคทตาไลเซอร์ถูกวางไว้ใต้แฟริ่งด้านล่าง เพื่อลดส่วนยื่นของตัวรถและช่วยให้ภาพรวมของตัวรถดูมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ
รายละเอียดแบบนี้เป็นสิ่งที่แฟนรถ 4 สูบน่าจะชอบ เพราะไม่ได้มีแค่เครื่องยนต์ 4 สูบ แต่ยังโชว์องค์ประกอบทางกลไกให้เห็นชัดเจนในตัวรถ

เฟรมเหล็กใหม่และสวิงอาร์มอะลูมิเนียม
ด้านโครงสร้างตัวรถ CBR400R FOUR E-Clutch ใช้เฟรมเหล็กออกแบบใหม่ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอะลูมิเนียม โดยมีพื้นฐานบางส่วนเชื่อมโยงกับ CB400 Super Four แต่ในรุ่น CBR มีการใช้ซับเฟรมด้านท้ายเฉพาะรุ่น และปรับมุมแคสเตอร์ ระยะเทรล รวมถึงการกระจายน้ำหนักให้เหมาะกับการขี่แบบสปอร์ตมากขึ้น
แนวทางนี้ทำให้ CBR400R FOUR E-Clutch ไม่ได้เน้นแค่เครื่องยนต์อย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมและฟีลลิ่งของตัวรถ
การใช้เฟรมที่ปรับมาเพื่อฟูลแฟริ่งสปอร์ตโดยเฉพาะ ช่วยให้ตัวรถมีบุคลิกแตกต่างจากเนกเก็ตไบค์ และเหมาะกับการขี่ที่ต้องการความมั่นคงในโค้งมากขึ้น
ช่วงล่าง KYB และเบรก Radial Mount
ระบบกันสะเทือนด้านหน้าใช้โช้คหัวกลับจาก KYB ส่วนระบบเบรกด้านหน้าใช้คาลิเปอร์ Radial Mount แบบ 4 พอต จับคู่กับดิสก์เบรกขนาดใหญ่
ด้านหลังใช้ระบบกันสะเทือนแบบลิงก์โมโนช็อก เพื่อรองรับการใช้งานตั้งแต่ถนนทั่วไป ถนนโค้ง ไปจนถึงการขี่เชิงสปอร์ต
การจัดอุปกรณ์ลักษณะนี้ทำให้ CBR400R FOUR E-Clutch ดูจริงจังกว่ารถสปอร์ตเริ่มต้นทั่วไป เพราะให้ทั้งเครื่องยนต์ 4 สูบ ช่วงล่างหัวกลับ เบรก Radial Mount และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ครบระดับหนึ่ง
ตัวรถหนัก 187 กก เบาะสูง 780 มม
Honda CBR400R FOUR E-Clutch มีน้ำหนักตัว 187 กก และความสูงเบาะ 780 มม ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้สำหรับผู้ขี่จำนวนมากในญี่ปุ่นและเอเชีย
แม้จะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ แต่ Honda พยายามทำให้สัดส่วนตัวรถมีความกะทัดรัดใกล้เคียงกับ CBR400R เครื่องยนต์ 2 สูบรุ่นเดิม โดยจัดวางระบบไอดี เฟรม และแอร์บ็อกซ์ให้เหมาะสม
บริเวณช่วงหน้าเบาะยังถูกออกแบบให้แคบลง เพื่อช่วยเรื่องการวางเท้าและการหนีบถัง ทำให้ตัวรถดูเป็นมิตรกับผู้ขี่มากขึ้นเมื่อเทียบกับภาพจำของรถสปอร์ต 4 สูบที่มักถูกมองว่าใหญ่หรือควบคุมยาก
ท่านั่งสปอร์ตแต่ไม่ก้มมากเกินไป
แม้จะเป็นรถฟูลแฟริ่งสปอร์ต แต่ CBR400R FOUR E-Clutch ถูกออกแบบตำแหน่งขี่ให้ยังใช้งานได้จริง โดยใช้แฮนด์แบบแยกตามสไตล์สปอร์ตไบค์ แต่ระดับการก้มของผู้ขี่ไม่ได้สุดโต่งมากเกินไป
แนวทางนี้ทำให้รถเหมาะกับการใช้งานที่หลากหลายกว่า ทั้งขี่ในเมือง ขี่ทางไกลระยะหนึ่ง และขี่สนุกบนถนนโค้ง
สำหรับคนที่ชอบหน้าตารถสปอร์ต แต่ไม่อยากได้ท่านั่งที่เหนื่อยเกินไปในชีวิตประจำวัน จุดนี้คือหนึ่งในเสน่ห์สำคัญของ CBR400R FOUR E-Clutch

หน้าจอ TFT 5 นิ้ว รองรับ Honda RoadSync
ด้านเทคโนโลยีผู้ขี่ CBR400R FOUR E-Clutch มาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับระบบ Honda RoadSync
หน้าจอสีช่วยให้ภาพรวมของตัวรถดูทันสมัยขึ้น และสามารถแสดงข้อมูลการขับขี่ได้ชัดเจนกว่าเรือนไมล์แบบเดิม
การรองรับ Honda RoadSync ยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน ทำให้ CBR400R FOUR E-Clutch ไม่ได้เป็นเพียงรถสปอร์ตที่เน้นเครื่องยนต์ แต่ยังตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ที่ต้องการระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในการเดินทาง
ราคา 1,199,000 เยน ในญี่ปุ่น
Honda CBR400R FOUR E-Clutch 2026 เปิดราคาญี่ปุ่นที่ 1,199,000 เยน รวมภาษีแล้ว และมีกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 18 กันยายน 2026
เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ให้มา ทั้งเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 399cc กำลัง 58 PS ระบบ Ram Air, TBW, Riding Mode 5 รูปแบบ, Honda E-Clutch, โช้คหัวกลับ KYB, เบรก Radial Mount, หน้าจอ TFT 5 นิ้ว และตัวรถที่เป็นการกลับมาของ CBR 400cc 4 สูบในรอบ 26 ปี ราคานี้ถือว่าเป็นการวางตำแหน่งในกลุ่มพรีเมียมของรถ 400cc อย่างชัดเจน
รุ่นนี้ไม่ได้พยายามขายในฐานะสปอร์ต 400cc ราคาประหยัด แต่ขายประสบการณ์ของรถ 4 สูบยุคใหม่ที่หาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดปัจจุบัน

มีลุ้นสร้างแรงกระเพื่อมในตลาด 400cc
การมาของ CBR400R FOUR E-Clutch น่าจะทำให้ตลาดสปอร์ต 400cc กลับมาน่าสนใจขึ้นอย่างมาก เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รถคลาสนี้ส่วนใหญ่เน้นเครื่องยนต์ 2 สูบหรือเครื่องยนต์ที่ใช้งานง่ายเป็นหลัก
แต่ Honda เลือกกลับมาเล่นเครื่องยนต์ 4 สูบ พร้อมใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้รถรุ่นนี้มีจุดขายที่ต่างจากคู่แข่งชัดเจน ทั้งเรื่องเสียง รอบเครื่อง ภาพลักษณ์ และความพิเศษของการเป็น 4 สูบ 400cc
สำหรับแฟนรถสปอร์ตยุค 90 และคนรุ่นใหม่ที่อยากสัมผัสเสน่ห์ของเครื่องยนต์ 4 สูบในพิกัดไม่ใหญ่เกินไป รุ่นนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในรถที่น่าจับตามองที่สุดของ Honda ในปี 2026
โอกาสในตลาดไทย
สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีข้อมูลการทำตลาดอย่างเป็นทางการของ Honda CBR400R FOUR E-Clutch ในตอนนี้ แต่ถ้ามองจากคาแรกเตอร์ของรถ รุ่นนี้ถือว่าน่าสนใจมากสำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการสปอร์ตไบค์ 4 สูบที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่ารถบิ๊กไบค์ 600-1000cc
ตลาดไทยมีฐานผู้ใช้ที่ชอบรถสปอร์ตฟูลแฟริ่งอยู่แล้ว และชื่อ CBR ก็เป็นชื่อที่มีพลังในบ้านเรา หากมีโอกาสเข้ามาทำตลาดจริง CBR400R FOUR E-Clutch อาจกลายเป็นรถที่ได้รับความสนใจสูงมาก โดยเฉพาะจากคนที่อยากได้เสียงและฟีลลิ่ง 4 สูบ แต่ยังต้องการขนาดตัวและพิกัดที่ใช้งานง่ายกว่า
จุดที่ต้องจับตาคือเรื่องราคา เพราะหากเทียบจากราคาญี่ปุ่นแล้ว รถรุ่นนี้น่าจะถูกวางในตำแหน่งพรีเมียมของคลาส 400cc ไม่ใช่รถสปอร์ตเริ่มต้นราคาประหยัด
การกลับมาของ 400cc 4 สูบที่ไม่ใช่แค่เรื่อง nostalgia
Honda CBR400R FOUR E-Clutch 2026 ไม่ได้น่าสนใจเพียงเพราะเป็นการคืนชีพชื่อ CBR 400cc 4 สูบในรอบ 26 ปี แต่เพราะ Honda เลือกนำแนวคิดนี้กลับมาด้วยเทคโนโลยีของยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 399cc 4 สูบเรียง 58 PS, Ram Air, TBW, Riding Mode 5 รูปแบบ, Honda E-Clutch, ช่วงล่าง KYB, เบรก Radial Mount, หน้าจอ TFT และ Honda RoadSync
สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้มีเสน่ห์คือการรวมอารมณ์แบบสปอร์ต 4 สูบคลาสสิกเข้ากับความง่ายและความทันสมัยของรถยุคใหม่ โดยเฉพาะ E-Clutch ที่ช่วยให้การขี่รถเกียร์ธรรมดาเป็นมิตรขึ้น แต่ยังไม่ตัดความสนุกของการควบคุมด้วยตัวเองออกไป
โดยรวมแล้ว CBR400R FOUR E-Clutch คือหนึ่งในรถสปอร์ต 400cc ที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนที่สุดในช่วงนี้ เป็นรถที่ตอบโจทย์ทั้งคนที่คิดถึงยุครุ่งเรืองของ 400cc 4 สูบ และคนรุ่นใหม่ที่อยากได้ฟูลแฟริ่งสปอร์ตขนาดกำลังดี แต่มีเทคโนโลยีและความพิเศษมากกว่ารถ 2 สูบทั่วไป
ที่มา autoby.jp

Sakon Supapornopas – Website founder greatbiker.com I like all types of motorcycles. Working in the automotive industry for more than 10 years, in-depth analysis of new motorcycle models. that will be launched in Thailand and abroad Review from actual use experience


