Banner Yamaha AEROX 2024 1150x250
Banner Yamaha AEROX 2024 400x300

เปิดราคาในไทย! Triumph Speed 400 157,900 บาท และ Scrambler 400 X 179,900 บาท

blank

ในที่สุดทางค่าย Triumph แบรนด์ดังจากอังกฤษ ก็ได้ทำการเปิดราคาของ 2 รถมอเตอร์ไซค์คลาสใหม่อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทยเรา โดยเรียกได้ว่า ราคาเร้าใจเอามากๆ กับ Speed 400 157,900 บาท และ Scrambler 400 X 179,900 บาท

ในภาพรวมของทั้ง Triumph Speed 400 และ Scrambler 400 X จะมีส่วนประกอบและการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันหลายส่วน แต่ยังมีชิ้นส่วนอื่นๆ อีกมากที่แบ่งชิ้นส่วนออกจากกันมากกว่าที่เห็น โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองโมเดลจะใช้เครื่องยนต์ TR-Series ที่มาพร้อมกับขุมกำลังขนาด 398 ซีซี 1 ลูกสูบ 4 จังหวะแบบ DOHC โดยตัวชิ้นส่วนและกระเดื่องกดวาล์วของเครื่องยนต์จะมีการเคลือบ DLC ในขณะที่เครื่องยนต์จะมีพละกำลังสูงสุด 40 แรงม้า (ps) และแรงบิดสูงสุด 37.5 นิวตันเมตร ผ่านมาตรฐาน Euro-5

ddkVv9v.png

ในส่วนของโครงสร้างนั้น ทั้งสองโมเดลจะมีโครงสร้างหลักที่ใช้งานร่วมกัน แต่จะมีความแตกต่างกันที่ตรงส่วนของเฟรมบ่อยในส่วนท้าย ที่จะถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานที่แตกต่างกัน อีกส่วนหนึ่งที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนคือระบบช่วงล่าง Speed 400 มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนหน้า USD ขนาด 41 มิลลิเมตร และ mono-shock หลังที่มาพร้อมกับรูปแบบ remote reservoir โดยมุ่งเน้นไปที่การขับขี่ที่สะดวกสบายแต่ยัง มีส่วนร่วมและใช้งานง่าย

IMtM38.jpeg

ในทางกลับกัน Scrambler 400 X มุ่งเป้าไปที่การขี่แบบสมบุกสมบัน และแม้ว่าจะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นรถออฟโรดแบบพร้อมลุยทุกเส้นทาง แต่ก็มาพร้อมกับคุณลักษณะที่โดดเด่น ด้วยล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว และล้อหลังขนาด 17 นิ้ว และการตั้งค่าระบบกันสะเทือนทั้งด้านหน้าและหลังที่มีระยะยุบตัวที่มากกว่า และส่วนของเฟรมหลังที่เป็นคนล่ะชิ้นกัน จะทำให้ตัวรถ Scrambler 400 X มีระยะฐานล้อที่ยาวกว่า Speed 400 นอกจากนี้ Scrambler 400 X ยังมีการออกแบบคันเบรกหลังที่แข็งแรงขึ้นและที่วางเท้าด้านล่างที่หนาขึ้นเล็กน้อย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ขี่มีตำแหน่งที่สบายขึ้นเมื่อต้องยืนขี่ในท่าทางแบบออฟโรด

ในส่วนของฟีเจอร์ของตัวรถทั้งสองคันนั้น เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนกัน โดยทั้งสองรุ่นจะมีการติดตั้งระบบ traction control, torque-assisted slipper clutch และ ABS แบบหน้าหลัง โดยความต่างเดียวของฟีเจอร์นั้น Scrambler 400 X จะสามารถทำการตัดการทำงานของทั้งสองระบบเพื่อการขับขี่แบบออฟโรดได้

IMTDSb.jpeg

ในส่วนของอุปกรณ์บนตัวรถนั้น ทั้งสองโมเดลจะมาพร้อมกับชุดไฟ LED รอบคัน หน้าจอแสดงผลแบบไฮบริดที่ผสมผสานระหว่างหน้าจอ LCD ดิจิตอล และอะนาล็อกแบบเข็มนาฬิกา และไฟแจ้งเตือนสถานะการทำงาน ไฟบอกตำแหน่งเกียร์ ระยะทางและอัตราสิ้นเปลือง

โดยทั้งสองรุ่นนั้น จะเริ่มวางจำหน่ายที่ตัวแทนตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2024 เป็นต้นไป และตอกย้ำความทนทานของตัวรถ ด้วยระยะเวลาการเข้ารับบริการที่ 16,000 กม. กันเลยทีเดียว พร้อมกับการรับประกันคุณภาพ 2 ปี

blank