Yamaha เปิดตัว YZF-R6 2018 ในประเทศไทยที่งาน BMF

27606058_1945253382170158_1557457798_o

เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ Yamaha YZF-R6 เวอร์ชั่นปี 2018 ที่มีการเปลี่ยนสีสันใหม่ในโทนสีน้ำเงินแบบทั้งคัน ตอกย้ำฟีลลิ่งของเฉดสีประจำค่ายได้เป็นอย่างดี ในงาน BMF 2018 ที่เซ็นทรัลเวิล์ด งานนี้ก็เรียกเสียงฮือฮาจากทั้งบรรดาสื่อมวลชนและก็ผู้ที่เข้ามาชมบูธกันอย่างล้นหลาม เราไปดูรายละเอียดด้วยกันเลยครับ

เรามาทำความรู้จักกับเจ้า Yamaha YZF-R6 เวอร์ชั่นปี 2018 คันนี้กันให้ถ่องแท้ ว่ามันมีความพิเศษมากกว่ารถคลาส 600 คันอื่นๆ ที่ไม่ใช่แนวเรพลิก้ายังไงบ้าง และเพราะอะไรราคามันถึงได้ดีดตัวขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยการออกแบบหลักๆ นั้นเน้นการถ่ายทอด DNA มาจากรถสปอร์ตรุ่นใหญ่อย่าง YZF-R1 โฉมปัจจุบัน ที่เป็นรถในแนวเดียวกัน แต่เจ้า R6 คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 599cc ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ DOHC 4 สูบเรียง 16 วาล์ว ที่จะให้แรงบิดอันมหาศาลในย่านความเร็วกลางและความเร็วปลายที่มากขึ้นกว่าเดิม เน้นในเรื่องการทำ aerodynamic มากเป็นพิเศษ ซึ่งทางค่ายนั้นได้บอกว่าหากเจ้า R6 นี้สามารถพูดได้ สิ่งแรกที่มันจะพูดเลยก็คือ “พร้อมที่จะฟัดกับรถแข่งคันอื่นๆ ตั้งแต่จุดสตาร์ทแล้ว”

ในส่วนของการออกแบบด้านหน้านั้น ใช้ไฟหน้าแบบ LED ที่หลบอยู่ภายใต้หน้ากาก ซึ่งเป็นไปตามสมัยนิยมในตอนนี้สำหรับรถทรงสปอร์ต ทำให้รูปลักษณ์ของด้านหน้ารถนั้นดุดันและคมคายเป็นอย่างมาก รวมไปถึงไฟท้ายก็ยังคงเป็นแบบ LED ด้วยเช่นกัน และอย่างที่เกริ่นไปในข้างต้นว่าเจ้า R6 คันใหม่นี้จะเน้นในเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์ (aero dynamic) มากเป็นพิเศษ หรืออาจจะนับได้ว่าดีที่สุดตั้งแต่ตระกูล R6 นั้นถือกำเนิดออกมา ดังนั้นแล้วในส่วนของการออกแบบแต่ละชิ้นส่วนแต่ละส่วนนั้น จะมีการรองรับการไหลเวียนของอากาศที่ทำงานร่วมกันได้อย่างสามัคคีที่สุด ตั้งแต่หัวจรดท้าย ทำให้แร้งต้านระหว่างตัวรถกับอากาศที่พัดผ่านมานั้นมีน้อยมากๆ ซึ่งตรงนี้เองจะส่งผลชัดเจนให้กับอัตราเร่งและความเร็วปลายที่ TOP SPEED ทำได้แตะหลัก 300 กว่า กม./ชม.

และยังคงมีระบบที่น่าสนใจมากๆ อย่าง Traction control system ที่ช่วยป้องกันการหมุนฟรีของล้อหลัง มันช่วยให้อัตราเร่งนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นแม้กระทั่งการวิ่งบนถนนที่เปียกแฉะ ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมรถนั้นมีสูงมากที่สุด ซึ่งเราสามารถปรับการทำงานของระบบนี้ได้มากถึง 6 ระดับด้วยกัน โดยในแต่ละระดับนั้นจะมีความไวต่อการตอบสนองของระบบที่แตกต่างกันนั่นเอง อีกทั้งยังคงมีระบบยอดนิยมสำหรับรถในแนวสปอร์ตอย่าง Quick Shift System ที่จะช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างนุ่มนวลและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกำคลัทช์ ทำงานร่วมกับสมองกล ECU ในการสั่งการ เช่นเดียวกันกับรุ่นพี่ YZF-R1

ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้านั้นเป็นของ KYB แบบหัวกลับขนาด 43 mm ซึ่งใหญ่กว่าโฉมเดิมที่มีขนาดเพียง 41 mm เท่านั้น ซึ่งเป็นการออกแบบพิเศษมาเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยจะทำให้มันซับแรงสะเทือนได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในขณะที่เราเข้าโค้งหนักๆ, ระบบเบรกหน้านั้นเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320mm ซึ่งมีขนาดกว้างกว่าของเดิม ทำงานร่วมกับระบบเบรก ABS ที่ให้เป็นมาตรฐานมาจากโรงงานเลย โดยใช้ปั้มคาลิปเปอร์ของ Nissin, คันเร่งเป็นแบบไฟฟ้า ride-by-wire Yamaha Chip Controlled Throttle (YCC-T®) พร้อมด้วยโหมดในการขับขี่ให้เลือก, ส่วนของเบาะด้านท้าย จะมีความเป็นเรซซิ่งแบบเต็มตัวในสไตล์การนั่ง, ถังน้ำมันเป็นแบบอลูมิเนียมแบบใหม่ ที่ผสมวัสดุในการผลิตแบบ Cold Metal Transfer (CMT) ซึ่งจะทำให้น้ำหนักของตัวถังน้ำมันนั้นเบากว่ารุ่นเดิมถึง 1.2 กก. ด้วยกัน, หน้าจอแสดงผลแบบใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างดิจิตอลและอนาล็อก ซึ่งจะบอกการแสดงผลครบครันไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเกียร์, วัดทริป, การทำงานของ TCS, GPS, ABS โหมดที่ใช้งาน ฯลฯ

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจก็สามารถไปชมตัวเป็นๆ หรือจับจองกันได้ที่บูธ Yamaha งาน BMF 2018 เซ็นทรัลเวิล์ด 31 มค. – 4 กพ. 2018 นี้นะครับ

faLdVZ.gif
faL7SI.gif
fP0tnR.jpg
fP01d0.jpg
k7nOgV.gif
k7nBTa.gif
kugwcP.jpg