เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนการแข่งขัน MotoGP ที่ประเทศไทย กับกติกาแบบเข้าใจง่ายๆ สำหรับมือใหม่!

ใกล้จะเข้าสู่การแข่งขันสุดยอดรายการอย่าง MotoGP กันในประเทศไทยแล้วที่สนามช้างในเดือนตุลาคม และแน่นอนว่ายังมาแฟนๆ รายการนี้บางคนหรือผู้ที่เริ่มจะดูรายการนี้ แล้วอาจจะยังไม่เข้าใจกฏกติกาในการแข่งขันกันทั้งหมด บทความนี้ทาง GreatBiker จะนำกฏกติกาและรายละเอียดมาสรุปให้เข้าใจแบบง่ายๆ มาฝากกันครับ

ประวัติศาสตร์ของ MotoGP แบบสรุปอย่างย่อ
โดยในปี 1949 ปีแรกของการแข่งขันนั้นมีถึง 5 ระดับในการแข่งขัน ประกอบไปด้วย 125 ซีซี 250 ซีซี  350 ซีซี 500 ซีซี และ Sidecar โดยใช้เครื่องยนต์แบบ สองจังหวะ และมีการเปลี่ยนแปลงให้ทันกับนวัตกรรมของเครื่องยนต์รุ่นใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 2002 ในการเปลี่ยนชื่อรายการแข่งขันจากเดิมมาเป็น MotoGP และได้ปรับเรื่องของเครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขัน และจำแนกประเภทออกมาได้ 3 รุ่น ประกอบไปด้วย MotoGP ที่มาทดแทนระดับ 500 ซีซี โดยมีการวางกฎกติกาที่ชัดเจนว่าจะต้องใช้เครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ และเครื่องยนต์จะต้องมีขนาดความจุของกระบอกซีซีตั้งแต่ 800 – 1000 ซีซี หรือหากเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 จังหวะจะต้องมีขนาดความจุไม่เกิน 500 ซีซี  โดยยังคงระดับ 125 ซีซี และ 250 ซีซี ไว้เช่นเดิม ซึ่ง ในปี 2010 ก็มีการออกกฎใหม่ บังคับให้ทีมแข่งขันนั้นจะต้องใช้เครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะเท่านั้น โดยขนาดความจุจะต้องอยู่ที่ 800 – 1000 ซีซี

5b4b6d2897acd5.34189035

ทำความเข้าใจการแข่งขัน

โดยทั่วไปแล้วส่วนใหญ่จะชื่นชอบรับชมการแข่งขันในวันจริง ซึ่งจะตรงกับวันอาทิตย์ในการแข่งรายการต่างๆ แต่มีไม่มากเท่าไหร่นักที่จะรู้ว่าจริงๆ แล้ว MotoGP เค้าเริ่มแข่งกัน 3 วัน โดยแบ่งออกเป็น

วันที่ 1 : Practice Day ที่จะเป็นวันซ้อมก่อนการแข่งขันจะมีรอบ FFP1 – 2 โดยแต่ละรอบนั้นจะมีการจับเวลา 45 นาที ต่อการซ้อม 1 รอบ

วันที่ 2 : Qualifying Day โดยจะมีการฝึกซ้อมทั้งสิ้น 2 รอบ ในรอบ FFP3-4 ซึ่งในรอบ FFP3 นั้นจะใช้เวลาทั้งสิ้น 45 นาที และ 30 นาที ใน FFP4 โดยในรอบ FFP3 จะมีการจับเวลาหา 10 นักแข่งที่ทำเวลาในแต่ Sector ได้ดีที่สุด เข้าสู่รอบ Q2 (Qualify 2) โดยในรอบ Q2 นั้นถือว่าเป็นการที่ผู้แข่งขันจะได้ออกสตาร์ทในตำแหน่งต่างๆ และหากใครสามารถเข้าไปในรอบ Q2 ได้จะการันตีการออกสตาร์ทที่เส้นที่ 12 เป็นอย่างต่ำ (หากไม่ทำผิดกฎและสะสมคะแนนครบตาม มาตราที่ตกลงกันไว้) โดยนักแข่งที่ไม่ได้ไปรอในรอบ Q2 นั้นจะต้องผ่านการ Q1 (Qualify 1) โดยจะหา 2 นักแข่งที่ทำเวลาได้ดีที่สุดเข้าไปยังรอบ Q2 สมทบกับนักแข่ง 10 คนที่ผ่านเข้ารอบไปก่อนหน้านี้  โดยกำหนดเวลาของ Q1 นั้นจะอยู่ที่ 15 นาที และ Q2 อีก 15 นาที โดยนักแข่งจะออกมาวิ่งในช่วงเวลาใดก็ได้ภายใน 15 นาที ที่กำหนดไว้ โดยสามารถกลับเข้าไปพัก และออกมาวิ่งใหม่ โดยห้ามให้มีการปรับแต่งตัวรถในขณะที่เข้าไปพักใน Pit

วันที่ 3 : Race Day จะมีการออกไปวิ่ง 2 รอบ คือ Warm Up จะเป็นการออกวิ่งครั้งสุดท้ายและทำการเซ็ทอัพรถเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการแข่งขันจริง และในรอบ Race เข้าสู่การแข่งขันที่จะเป็นการแข่งขันจริง ซึ่งการชมแบบต่อเนื่องทั้ง 3 วันในการแข่งขันนั้นจะทำให้เราได้เห็นถึงพัฒนาการของบรรดานักแข่งและทีมแข่งอย่างชัดเจน และจะได้เห็นการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ทางทีมงานและนักแข่งนั้นจะแก้ไขเพื่อให้ตัวเองไปได้เร็วที่สุดในสนามการแข่งขันนั่นเอง

การให้คะแนนหลังจบการแข่งขัน

คะแนนการแข่งขันนั้นถูกวางระบบไว้โดยผู้ชนะในแต่ละสนามจะได้รับ 25 คะแนน อันดับที่สอง 20 คะแนน และอันดับที่สาม 16 คะแนน โดยจะลดระดับของคะแนนลงไปเรื่อยจนถึงผู้เข้าเส้นชัยที่อันดับ 15 จะได้ 1 คะแนน หากใครเข้าเส้นชัยต่ำกว่าหรือไม่จบการแข่งขันไม่ว่ากรณีใดจะไม่ได้รับคะแนนแม้แต่คะแนนเดียว

กติกาและข้อกำหนด

  • นักแข่งจะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 18 ปี และไม่เกิน 50 ปี
  • รถที่ใช้ในการแข่งขันจะต้องมีขนาดเครื่องยนต์ไม่ต่ำกว่า 800 ซีซี และไม่เกิน 1000 ซีซี
  • ห้ามติดตั้งระบบ Super Charger หรือ Turbo หรือระบบแปรผันของการอัดอากาศมาใช้ในการแข่งขันโดยเด็ดขาด
  • ห้ามให้ทีมแข่งขันใช้ชิ้นส่วนแฟร์ริ่งและตัวถังรถที่ผลิตจากวัสดุ ไทเทเนียม
  • ห้ามใช้หัวหรือกระบอกลูกสูบที่ผลิตจาก คาร์บอน
  • น้ำหนักของตัวรถเมื่อรวมกับของเหลวแล้วจะต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 157 กิโลกรัมขึ้นไป
  • เครื่องยนต์ต่อ 1 นักแข่งสามารถใช้ได้สูงสุด 5 เครื่องต่อหนึ่งฤดูกาลเท่านั้น หากใช้เกินจะต้องถูกลงโทษด้วยการออกสตาร์ทจาก Pit Lane หลังจากนักแข่งทั่วไป ออกสตาร็ทไปแล้ว 10 วินาที
  • กติกา Flag To Flag นักแข่งสามารถเข้ามาเปลี่ยนรถคันใหม่ได้ โดยรถคันที่สองจะต้องเซ็ทอัพไว้ก่อนที่จะออกสตาร์ท ซึ่งกติกานี้เป็นกติกาที่เริ่มใช้ในปี 2017 เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุใน Pit Lane
  • กติกา Green Zone กติกานี้เกิดขึ้นเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุในการแข่งขัน โดยขอบสนามที่ทาสีเขียวไว้นั้นจะเป็นพื้นที่ห้ามข้าวของนักแข่ง หากใครเผลอหรือจงใจเข้าสู่ Green Zone นั้นจะถูกปรับให้คืนอันดับ หรือเพิ่มเวลาแล้วแต่กรณี
  •  กติกาการใช้ยาง ยางของการแข่งขันในระดับ MotoGP นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ก็คือ ยางแห้ง และยางเปียก โดยยางแห้งนั้นจะมีการแบ่งประเภทตามความหนาของผิวยางแบ่งออกได้ 3 แบบ Hard Medium และ Soft ส่วนยางเปียกนั้นจะมีระดับความแข็งเพียง 2 ระดับคือ ยาง  Hard และ Medium
  • จำนวนยางที่สามารถใช้ได้สูงสุดในการทดสอบ 1 ฤดูกาลอยู่ที่ 120 ชุด ไม่รวมยางที่ใช้แข่งจริง

ทั้งหมดนี้ก็เป็นรายละเอียดและกติกาการแข่งขัน MotoGP แบบสรุปง่ายๆ ให้เข้าใจภาพรวม ซึ่งความจริงแล้วยังมีกติกาย่อยๆ เชิงลึกกว่านี้อีก แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียดเพราะเดี๋ยวจะเยอะเกินไป อาจจะจดจำได้ลำบาก ทาง GreatBiker ก็ขอให้เพื่อนๆ รับชมการแข่งให้สนุกสนานในรายการ MotoGP 2019 ที่ประเทศไทยเรานี้ด้วยนะครับ

เรื่องฮิตล่าสุด!
xskFYJ.gif
xskmX9.gif
wliJA1.jpg
ZWy4L1.jpg
gYbGkn.gif
gYbJOg.gif
inLTzN.jpg
xLA9IV.gif
xBjnpJ.gif
Q0YQlS.jpg
xJCCVq.jpg
xP8okI.jpg