10 อันดับรถมอเตอร์ไซค์ที่มือใหม่ไม่ควรลอง

H1

ในยุคสมัยปัจจุบันที่รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์มากมายหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยมีหลากหลายค่ายที่นำเข้ามาหรือบางโมเดลก็มีการผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าเจ้ารถมอเตอร์ไซค์ ซีซี สูงๆนั้น เหมือนกับเป็นของเล่นสำหรับผู้คนที่หลงใหลในความเร็ว วันนี้ GreatBiker เลยอยากพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ 10 รถมอเตอร์ไซค์ที่มือใหม่ไม่ควรลอง

10. MV Agusta F4 LH44

สำหรับคันแรกของเริ่มที่ MV Agusta F4 LH44 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่ผลิตให้กับนักแข่งแชมป์โลกรถสูตรหนึ่ง Lewis Hamilton โดยเจ้าตัวได้มีส่วนร่วมในการออกแบบและเลือกสรรอุปกรณ์ตัวรถอย่างเต็มที่ ที่ไม่เหมาะกับมือใหม่ไม่ใช่เพราะเรื่องของราคาจำหน่ายของมันแต่อย่างใด แต่อยู่ที่เครื่องยนต์ที่สามารถให้พละกำลังสูงสุดได้ถึง 212 HP ด้วยน้ำหนักตัวที่เบาเพียง 175 กิโลกรัม(ไม่รวมน้ำมันและของเหลว) สามารถทำความเร็วจาก 0 -100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที มือใหม่คงไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างแน่นอน

9. Suzuki TL1000S

อันดับที่ 9 อาจจะดูไม่ค่อยคุ้นกันสักเท่าไหร่กับรถมอเตอร์ไซค์จากค่ายคนบ้า Suzuki ที่ผลิตในช่วงปี 1997-2001 กับเจ้าสปอร์ต Half Fairing Suzuki TL1000S กับเครื่องยนต์ 996 ซีซี 2 ลูกสูบแบบ V-Twin 125 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 105 นิวตันเมตร อาจจะดูเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่แสนจะธรรมดา แต่ความน่ากลัวของมันอยู่ที่ระบบกันสะเทือนหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง F1 ที่มีระบบ rotary rear suspension damper ที่สามารถปรับระดับการยุบตัวและคืนตัวได้เอง มันสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในสนามแข่ง แต่กับท้องถนนบ้านเราที่มีความเรียบน้อยมากๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายแบบสุดๆ

8.Suzuki GSX-R1100 (WP)

อีกหนึ่งคันจากค่ายคนบ้า Suzuki ที่อาจจะพบเจอได้น้อยแล้วในปัจจุบัน เพราะมันหยุดสายการผลิตไปตั้งแต่ปี 1988 และนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของตำนานคนบ้าอย่างแท้จริง โดยเจ้า GSX-R1100 นั้นมีเครื่องยนต์ด้วยกันถึง 3 รุ่น 1,052 ซีซี 1,127 ซีซี และ โมเดลสุดท้ายในปี 1988 ที่ 1,074 ซีซี โดยให้แรงม้าสูงสุดที่ 155 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 102 นิวตันเมตร โดยตัวรถนั้นมีความหนักที่เรียกได้ว่ามากเลยทีเดียว ด้วยน้ำหนักตัวถึง 260 กิโลกรัม หนักกว่า Ducati MultiStrada ของปี 2018 และความยาวฐานล้อที่ยาวถึง 1,485 มิลลิเมตร มากกว่ารถทั่วๆไป ทำให้เจ้า GSX-R1100 นั้นสามารถลากความเร็วสูงสุดได้ถึง 262 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และปัญหาของมันก็คือระบบเบรก ถึงแม้ทางค่ายจะใส่ปั้มเบรกแบบ 4 ลูกสูบในด้านหน้าและ 2 ลูกสูบในด้านหลัง แต่ในบางครั้งก็ไม่สามารถควบคุมความร้อนแรงของเครื่องยนต์ไว้ได้

7.Kawasaki H1 500 Mach III

มาถึงค่ายยักษ์เขียว Kawasaki กับตำนานเครื่องยนต์สองจังหวะ 3 ลูกสูบที่ผลิตในช่วงปี 1965-1973 โดยความบ้าพลังของเจ้า Mach III อยู่ที่น้ำหนักตัวที่เบาเพียง 188 กิโลกรัมแต่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมันเป็นเครื่องยนต์แบบสองจังหวะที่มีความแรงชนิดที่เรียกได้ว่าแสบหูแสบตาเลยทีเดียว แต่ถ้าถามว่าในปัจจุบันแล้วจุดที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หากเรานำมันไปวิ่งแล้วเกิดล้มขึ้นมา คงหาอะไหล่ยากกันน่าดู

6.Maico Enduro 685

มาถึงค่ายชื่อแปลกที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นสำหรับไบค์เกอร์ชาวไทยสักเท่าไหร่ กับเจ้า Maico Enduro 685 รถมอเตอร์ไซค์สายวิบากจากประเทศเยอรมัน ที่มีจุดเด่นที่เครื่องยนต์ขนาด 684 ซีซี 1 ลูกสูบ 2 จังหวะ ซึ่งเทียบกับเครื่องยนต์แบบสี่จังหวะในปัจจุบันก็จะอยู่ที่ประมาณ 1,200-1,300 ซีซี โดยประมาณ แรงม้าสูงสุดเพียง 82 แรงม้า แต่มีแรงบิดสูงสุดถึง 135 ที่ความเร็วเครื่องยนต์เพียง 3,500 รอบเท่านั้น และด้วยน้ำหนักเพียง 101 กิโลกรัม หากใครไม่ระวังเผลอกระแทกคันเร่งมีหน้ายกแน่นอน

5.Boss Hoss V8

สำหรับเจ้า Boss Hoss V8 นั้นอาจจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่เพื่อนๆ หลายคนอาจจะไม่เคยรู้จักหรือพบเจอมาก่อนในชีวิต (รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย) แต่ด้วยขุมกำลังเครื่องยนต์แบบ V8 ขนาด 6,200 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุดที่ 450 HP แรงบิดสูงสุดที่ 445 Ft-lbs น้ำหนักตัวกว่า 500 กิโลกรัม แค่ได้อ่านสเปกคร่าวๆ ก็หนาวแล้วครับ

4.Ducati Streetfighter 1098 S

มาถึงค่ายสีแดงจากประเทศอิตาลีกับเจ้า Ducati Streetfighter 1098 S รถมอเตอร์ไซค์ที่หยุดการผลิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2015 ในช่วงปี 2013 เจ้า Streetfighter ถูกขนานนามว่าเป็นรถ Naked Roadster ที่เร็วที่สุดในโลกคันหนึ่ง ด้วยขุมกำลังขนาด 1,099 ซีซี 2 ลูกสูบ L-Twin ที่สามารถเค้นแรงม้าสูงสุดได้ 155 BHP ที่ 9,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 115 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 220 กิโลเมตรได้อย่างสบายๆ และมันก็ถูกยกให้เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่เป็นเหมือนกับม้าป่าที่ยากเกินจะควบคุมอีกด้วย

3.BMW HP4 RACE

คันนี้อาจจะพอคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้างกับเจ้า Superbike ระดับ Premium ที่มีการวางจำหน่ายแบบเฉพาะกลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าความแรงของตัวรถและราคาก็สูสีกันเลยทีเดียว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเจ้า BMW HP4 RACE นั้นอยู่ที่น้ำหนักตัวต่อแรงม้า ที่เรียกได้ว่าเบาจนหน้าเหิน ด้วยแรงม้าสูงสุดที่ 215 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 120 นิวตันเมตร แต่กลับมีน้ำหนักตัวเพียง 145 กิโลกรัม ซึ่งแน่นอนว่าน้ำหนักตัวเมื่อเทียบกับแรงม้าแล้วค่อนข้างที่จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน และมันต้องไปได้อย่างรวดเร็วหากมีผู้ขับขี่ที่เชี่ยวชาญแต่ตรงกันข้ามมันจะเป็นอันตรายทั้งต่อผู้ขี่เองและผู้คนรอบข้างหากอยู่ในมือของผู้ขับขี่ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน มันคือจรวดติดล้อชัดๆ!!

2.Kawasaki Ninja H2 /H2R /H2Carbon

หากจะจัดอันดับเจ้ารถมอเตอร์ไซค์ที่มีประสิทธิภาพสูงเกินกว่าที่มือใหม่จะครอบครองแล้ว ไม่มีคันนี้คงแปลก กับเจ้า Kawasaki Ninja H2 Serise ตัวท๊อปจากตระกูล H2 จากค่ายยักษ์เขียว Kawasaki ที่มีจุดเด่นในเรื่องของเครื่องยนต์อัดอากาศ Super Charge โดยเฉพาะโมเดลใหม่ของปี 2019 ที่ทางค่ายมีการปรับปรุงระบบใหม่ทำให้เจ้า H2 ทั้งสามรุ่นนั้นมีแรงม้าที่สูงเกือบๆ 300 แรงม้า และสามารถทำความเร็วได้เทียบเท่ากับรถแข่งในระดับ MotoGP ที่ 300++ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นแล้วมือใหม่ที่อยากใช้งานมันอย่างเต็มประสิทธิภาพก็ต้องฝึกฝนฝีมือให้คู่ควรกับมันด้วยนะครับ

1.Aprilia RS3 Cube

อีกหนึ่งรุ่นที่หลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นเคย โดยโมเดลนี้ทาง Aprilia ผู้ผลิตจากประเทศอิตาลีใช้มันเป็นตัวทดสอบสำหรับรถที่จะใช้ในการแข่งขัน MotoGP เมื่อปี 2002-2004 โดยเป็นการพัฒนาเครื่องยนต์ขนาด 999 ซีซี แบบ 3 ลูกสูบเรียงโดยทีมผู้พัฒนาเครื่องยนต์ของรถ F1 และก็มีการวางจำหน่ายมันในฐานะของรถแข่ง Sport Replica ที่ใช้ในสนามแข่งเท่านั้น ด้วยมาตรฐานของรถแข่ง MotoGP ทั้งเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต้องเรียกได้ว่าอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป โดยเป็นรถโมเดลแรกที่เริ่มใช้งาน gain pneumatic valves, ride-by-wire throttle และระบบ traction control ในรถแข่ง MotoGP หากเราดูรวมๆ แล้วมันก็น่าจะเป็นรถที่เกิดมาเพื่อสนามแข่งโดยเฉพาะ แต่อดีตนักแข่งอย่าง Colin Edwards ผู้ทดสอบมันกลับมีความคิดที่ตรงกันข้ามและให้นิยามมันสั้นๆ ว่า “Born Bad”

ทั้งหมดนี้เป็นรถมอเตอร์ไซค์ 10 คันที่เพื่อนๆ ไบค์เกอร์มือใหม่ไม่ควรทดลอง อาจจะมีหลายๆ คันที่เพื่อนๆ ไม่รู้จักแต่ด้วยความที่เราไม่คุ้นเคยหรือรู้จักมันนี้แหละจะกลายเป็นแรงจูงใจให้เราอยากทดลอง อยากขับขี่ อยากทดสอบประสิทธิภาพของมัน อย่างไรก็ดีสิ่งที่เพื่อนๆ น่าจะให้ความสนใจเป็นที่สุดก็คือเรื่องของความปลอดภัย ไม่ใช่แค่เพียงสนองความต้องการ ความอยากรู้อยากลองเพียงอย่างเดียว ฝึกฝนการขับขี่ให้ได้สักระดับหนึ่งแล้วค่อยทดลองมันก็น่าจะปลอดภัยกว่าจริงไหมครับ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก https://www.visordown.com

faLdVZ.gif
faL7SI.gif
fP0tnR.jpg
fP01d0.jpg
3RorQV.gif
3Ro5p0.gif
kugwcP.jpg