10 รถมอเตอร์ไซค์ความคิดนอกกรอบ

10 Honda NR750 headlight

เรื่องราวของโลกมอเตอร์ไซค์นั้นมีมากมายหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องที่เราจะขอยกมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดแปลกของการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ที่แต่ล่ะค่ายไม่เคยผลิตมาก่อน เรียกได้ว่าเป็นการฉีกกฎเดิมๆ ที่ทางค่ายได้วางมาตรฐานไว้ นั่นเอง

10.Honda NR Series

การปรากฏตัวครั้งแรกของ Honda NR500 GP ต้องย้อนไปในปี 1979 โดยแผนการพัฒนาเครื่องยนต์นี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1977 ด้วยเครื่องยนต์แบบ Oval 4 ลูกสูบ 32 วาล์ว 8 หัวเทียน ซึ่งการเปิดตัวของมันนั้นไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก โดยเปิดตัวครั้งแรกในงาน British Grand Prix โดยได้สองนักแข่งอย่าง Mick Grant และ Takazumi Katayama ลงทำการแข่งขันโดยทั้งคู่ไม่สามารถจบการแข่งขันได้ และต้องกลับไปพัฒนาต่อจนสามารถกลับมาแสดงศักยภาพได้อย่างยอดเยี่ยมในปี 1981   ซึ่งมันต่อยอดไปเป็นโมเดลใหม่ที่ฉีกกฎเดิมๆ ของรถมอเตอร์ไซค์ Honda กับเจ้า NR750 ที่เริ่มวางจำหน่ายในช่วงยุค 90 ซึ่งนั้นถือว่าเป็นความสำเร็จของการพัฒนามอเตอร์ไซค์แนวใหม่ของ Honda

9. HondaRC211V

ในปี 2001 กฎกติกาของ MotoGP เกี่ยวกับเครื่องยนต์ 4 จังหวะถูกเริ่มใช้งานเป็นครั้งแรก และด้วยมาตรฐานของเรื่องน้ำหนักตัวรถแล้ว บรรดาค่ายต่างๆ ก็พยายามแข่งขันกันพัฒนาเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ ไม่ว่าจะเป็นแบบ 3, 4, 5 หรือ 6 ลูกสูบ ต่างฝ่ายต่างพยายามวัดกันที่นวัตกรรมที่ทีมงานวิศวกรพยายามส่งเข้าสู่การแข่งขัน แต่ Honda HRC กลับทำสิ่งที่แปลกประหลาดด้วยการส่งเจ้า Honda RC211V รถแข่งเครื่องยนต์ขนาด 990 ซีซี ที่มีจำนวนลูกสูบแบบวีถึง 5 ลูกสูบ โดยเจ้า RC211V นั้นได้ออกอาละวาดในปี 2002 โดยปีแรกของการเปิดตัวนั้นก็ได้ขึ้นครองแชมป์โลกในทันที ด้วยฝีมือการขับขี่อันยอดเยี่ยมของ Valentino Rossi และนั้นก็คือแชมป์โลกในระดับพรีเมียร์คลาสครั้งแรกของเจ้าตัวอีกด้วย

8. Piaggio MP3 LT

ถือว่าเป็นการฉีกกฎของรถสกู๊ตเตอร์จากอิตาลี ทั้งเรื่องของการออกแบบและระบบขับเคลื่อนสามล้อแบบอิสระ ที่เป็นรถมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่มีล้อหน้า 2 ล้อที่สามารถเอียงตัวได้  ด้วยระบบโช้คอัพหน้าคู่ขนาดใหญ่ถึง 45 มิลเมตร ที่ทำงานสอดคล้องกันอย่างลงตัว สามารถเอียงตัวเข้าโค้งได้อย่างมั่นคง โดยนิยามที่เป็นจุดขายจองเจ้า Piaggio MP3 LT คันนี้ก็คือ “Motorcycle To Tricycle”

7. Suzuki GSX-R1000

โมเดลนี้ไม่ใช่โมเดลที่เพื่อนๆ รู้จักกันอย่างแน่นอน เพราะมันต้องย้อนไปในยุคกลางของปี 80 ซึ่งยุคนั้นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุดก็คือ 750 ซีซี ซึ่งเจ้า Suzuki GSX-R1000 คันนี้กลับเปลี่ยนวิถีของรถมอเตอร์ไซค์ 2 จังหวะซะกระเจิงด้วยการวางขุมกำลังหลัก 1052 ซีซี แบบ 4 จังหวะ 16 วาล์วแบบ DOHC 4 ลูกสูบเรียง พละกำลังสูงสุด 155 แรงม้า ซึ่งสามารถเทียบเคียงกับรถมอเตอร์ไซค์ 2 จังหวะขนาด 750 ซีซี ได้อย่างสบายๆ แถมด้วยโทนเสียงที่นุ่มนวลแถมด้วยการปล่อยมลพิษและอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่น้อยกว่าเครื่องยนต์แบบ 2 จังหวะแบบชัดเจน

6. Ducati Desmos

เทคโนโลยีที่เรียกได้ว่าล้ำค่าที่สุดของ Ducati กับระบบวาล์ว Demos ที่ใช้แกนโยกและเพลาลูกเบี้ยวในการเปิดและปิดวาล์ว และ Ducati ยังคงเป็นผู้ถือสิทธิ์บัตรนี้เพียงบริษัทเดียว ได้ไม่มีการขายสิทธิบัตรนี้เพื่อการทำเอาเงินในการขายมาเป็นทุนในการพัฒนาระบบใหม่ๆ ของ Ducati เลย และด้วยระบบ Demos นี้มันก็พัฒนาไปสู่เครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันระดับโลกอย่าง MotoGP จวบจนปัจจบัน

5. Kawasaki ZX-6R โมเดล 2003 ถึงปัจจุบัน

สำหรับสายนักแข่งแล้วคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักกันยักษ์เล็ก Kawasaki ZX-6R รถมอเตอร์ไซค์ในระดับ Super Sport ที่คว้าชัยชนะมาอย่างล้นหลามในรายการแข่งขัน WSSP ซึ่งหากเราจะมองดูมันก็แค่รถมอเตอร์ไซค์ระดับ Super Sport ธรรมดาๆ รุ่นหนึ่ง แต่ความฉีกกฎของมันอยู่ที่โมเดลของปี 2003 ที่ได้ทำการเปลี่ยนเรื่องของระบบจ่ายน้ำมันจากเดิมที่เป็น คาร์บูเรเตอร์ มาเป็นระบบหัวฉีด นอกจากนั้นยังติดตั้งระบบเบรกแบบ Radical Mount 4 ลูกสูบเป็นครั้งแรก ซึ่งในโมเดลก่อนหน้านี้จะเป็นปั้มเบรกแบบธรรมดา หกลูกสูบ และที่สำคัญที่สุดก็จะเป็นในเรื่องของระบบกันสะเทือนหน้าที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบ Upside – Down เป็นครั้งแรกในรถมอเตอร์ไซค์ระดับ Super Sport อีกด้วย

4.Ducati Panigale V4

หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับรถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ L-Twim ของ Ducati เป็นอย่างดี เพราะมันคือ Signature ของรถมอเตอร์ไซค์สายพันธุ์อิตาเลี่ยนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และในปี 2015 ที่ผ่านมาก็เริ่มมีข่าวลือเกี่ยวกับการหยุดพัฒนาเครื่องยนต์ L-Twim ที่จะใช้ในรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตฟูลแฟร์ริ่งของค่าย โดยทางค่ายจะเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์แบบ V4 เหมือนกับเจ้า Desmosidici รถแข่งในรายการ MotoGP ของทีม Ducati ซึ่งในช่วงเวลานั้นหลายๆ คนคิดว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยต้นทุนในการผลิตที่ต้องใช้เม็ดเงินในการพัฒนามหาศาล ซึ่งมันจะส่งผลให้เจ้าโมเดลไหนก็ตามที่ใช้ขุมกำลังแบบ V4 นั้นจะต้องมีราคาที่สุดทะลุเพดานเช่นเดียวกับรถแข่งอย่างแน่นอน แต่แล้วความจริงก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงการเปิดตัวครั้งแรกในโลกของเจ้า Ducati Panigale V4 ที่เรียกได้ว่าสั่นสะเทือนวงการมอเตอร์ไซค์โลกอย่างมาก ด้วยขุมกำลังแบบ V4 1,103 ซีซี ที่ให้แรงม้าสูงสุดถึง 214 แรงม้าที่ 13,000 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงสุดถึง 124 นิวตันเมตรที่ 10,000 รอบต่อนาที ด้วยราคาเปิดตัวที่เอื้อมถึงได้ง่ายกว่ารถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ V4 ในท้องตลาดแบบหลายช่วงตัวเลยทีเดียว

3.Suzuki GSX-R1000 โมเดล 2017 ถึงปัจจุบัน

สำหรับสาวก GSX จะรู้กันดีว่าโมเดล Suzuki GSX-R1000 เจนเนอร์เรชั่นใหม่ของค่ายคนบ้านั้น ได้เปลี่ยนวิถีของรถมอเตอร์ไซค์ในตระกูล GSX ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการเติมเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยเหลือบรรดาผู้ขับขี่ทั้ง ระบบ Low RPM Assist ระบบช่วงเหลือการขับขี่ในย่านความเร็วต่ำ  ระบบ Engine Control ที่สามารถปรับค่าการส่องมอบพละกำลังได้ตามรูปแบบที่กำหลด และที่ฉีกกรอบเดิมๆ ของรถในตระกูลนี้มากที่สุดก็คือระบบ VVT หรือวาล์วแปรผันที่ช่วยให้การเดินรอบของเครื่องยนต์นั้นมีความสม่ำเสมอกันในทุกๆ ย่านความเร็ว ที่พัฒนามาจากรถแข่ง Suzuki GSX-RR  ที่ใช้ในการแข่งขัน MotoGP ของทีม Ecstar Suzuki นั่นเอง เรียกได้ว่าเจ้า GSX-R1000 ยุคใหม่นี้กลายเป็นรถที่ขับขี่ได้ง่ายขึ้น เชื่องมือมากขึ้น และยังคงฟีเจอร์ใหม่ๆ ตามสมัยนิยมได้อย่างครบถ้วนอีกด้วย

2.Norton RCW598

หลายๆ คนจะรู้จัก Norton ในฐานะของค่ายรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกจากประเทศอังกฤษ แต่คนที่เป็นคอมอเตอร์สปอร์ตรุ่นเก๋าๆ หน่อยก็จะรู้ว่า Norton เคยเป็นเจ้าของการแข่งขันทั้งในรายการ World Grand Prix (MotoGP ในปัจจุบัน) การแข่งขันในทวีปยุโรป ซึ่งโมเดลที่ฉีกกรอบของรถมอเตอร์ไซค์ของค่าย Norton ก็คือเจ้า  Norton RCW598 รถมอเตอร์ไซค์ขนาด 588 ซีซี ที่ใช้เครื่องยนต์ Twin Rotor หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อเครื่องโรตารี่นั่นเอง โดยเริ่มการผลิตในช่วงปี 1989 – 1994 และยังมีโมเดลพิเศษสุดอย่างเจ้า Norton F1 ที่ผลิตเพียงปีเดียวคือในช่วงปี 1990-1991 เท่านั้น

1.Honda CBR900RR Fireblade

แน่นอนว่าไบค์เกอร์ทั้งหลายจะต้องรู้จักกับ Honda CBR1000RR Fireblade แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าจุดเริ่มต้นของความแรงนั้น Honda ได้เคยผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขนาด 900 ซีซี มาก่อนโดยทาง Honda ได้เปิดตัวเจ้า CBR900RR Fireblade ครั้งแรกในปี 1992 ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 893 ซีซี 4 ลูกสูบเรียง รหัส SC28 ที่พัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องยนต์ขนาด 750 ที่เคยอยู่ใน NR750 มาก่อนด้วยการขยายกระบอกสูบและช่วงชักใหม่จนได้มาเป็นเครื่องยนต์ขนาด 893 ซีซี ที่ถือว่าแตกต่างจากรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปที่จะพัฒนาได้สุดเพียงแค่ 800 ซีซี เท่านั้น และด้วยความแตกต่างนี้ มันก็ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นเครื่องยนต์ SC33 ขนาด 913 ซีซี และเครื่องยนต์ SC44 พร้อมเปลี่ยนชื่อโมเดลใหม่เป็น Honda CBR929RR Fireblade ตามขนาดของเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้น และการพัฒนาสุดท้ายกับเครื่องยนต์ SC50 กับเจ้า Honda CBR954RR Fireblade โมเดลสุดท้ายก่อนจะหยุดพัฒนาเครื่องยนต์รหัส SC และเปลี่ยนพัฒนาเครื่องยนต์ของเจ้า RC211V ที่ใช้แข่งขันในระดับ MotoGP จนออกมาเป็น Honda CBR1000RR Fireblade ในปี 2004 จนถึงโมเดลปัจจุบัน

หากเราพิจารณาดีๆ แล้วการออกจากกรแบเดิมที่ทำมานั้นก็คือการพัฒนาอย่างหนึ่ง หากเราไม่ออกจากกฏเกณฑ์เดิมๆ เราก็คงจะวนเวียนอยู่แค่ที่จุดเดิมๆ มันคงจะหน้าเบื่อ ซ้ำซาก จำเจ น่าดู บางครั้งเราอาจจะต้องขอบคุณการคิดนอกกรอบแบบนี้บ้างเพราะมันเป็นแนวทางของการพัฒนาที่ดีกว่าการคิดอยู่ในกรอบหรือแม้แต่การคิดแบบนอกกรอบแบบไม่สร้างสรรก็ตาม

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก  www.visordown.com

faLdVZ.gif
faL7SI.gif
fP0tnR.jpg
fP01d0.jpg
k7nOgV.gif
kugwcP.jpg