ไม่พลาดเปิดตัวในไทยเร็วๆ นี้ Honda CB300R และ CB1000R

cv2

แม้ว่าจะทั้งสองโมเดลใหม่อย่าง CB300R และ CB1000R ที่หลายต่อหลายคนรอคอยกันจะยังไม่ได้เปิดตัวในงาน Motor EXPO 2017 ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ได้รับการคาดการณ์กันว่ามันจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เพราะว่าตามปกติแล้วช่วงเดือนกุมภาพันธ์นั้นจะเป็นช่วงที่ทาง A.P. Honda จะเปิดตัวรถโมเดลใหม่กันในทุกๆ ปี ซึ่งนอกเหนือจากทั้งสองโมเดลนี้อาจจะมีโมเดลใหม่ๆ คันอื่นพ่วงมาด้วย

เราลองมารู้จักกันกับ CB300R กันให้ลึกซึ้งก่อน ก่อนอื่นเลยจะต้องบอกว่าในเรื่องอารมณ์การดีไซน์โดยรวมนั้นนอกเหนือไปจากไฟกลม LED ด้านหน้ารถแล้วนั้น ที่เหลือก็ไม่ต่างจากรถในแนวสปอร์ตเนกเกตแบบปกติเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแฮนด์บาร์อลูมิเนียมด้านหน้าที่ยกสูงขึ้นมา และกว้างออกด้านข้างเพื่อให้ควบคุมรถสำหรับการวิ่งอย่างต่อเนื่องได้อย่างง่ายๆ และท่านั่งที่ขาเราสามารถหนีบถังน้ำมันที่ตัวรถนั้นออกแบบมาให้รองรับในจุดนี้เป็นอย่างดี เจ้า New CB300R นั้นมาพร้อมกันกับขุมกำลังขนาด 286cc แบบ DOHC 4 วาล์ว 1 ลูกสูบ ขนาดกระบอกสูบและช่วงชักอยู่ที่ 76 x 63mm อัตราส่วนกำลังอัดเท่ากับ 10.7:1 ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกันกับ CBR300R, CB300F และ Rebel 300 นั่นเอง ซึ่งข้อดีก็คือเป็นเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างจะเสถียรเอามากๆ เพราะผ่านการทดสอบและปรับปรุงกันมาหลายครั้งแล้วกว่าจะมาถึงโมเดลนี้

คาแรกเตอร์ของตัวรถนั้นจะเน้นแรงบิดและอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมในย่านความเร็วต้นถึงกลางมากเป็นพิเศษ ตามแบบฉบับของรถสูบเดียวที่มีเครื่องยนต์ใน cc ขนาดนี้ ให้แรงม้ามาสูงสุดที่ 31 ตัว และทอร์คสูงสุดที่ 27 นิวตันเมตร จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-Fi ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด ในขณะที่น้ำหนักตัวของมันนั้นอยู่ที่เพียง 143 กก. เท่านั้น (แบบรวมของเหลวทุกอย่างแล้ว) จึงถือว่ามันเป็นรถที่มีความคล่องตัวสูง และ cc ที่เพียงพอต่อการใช้งานที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งขับขี่ไปออกทริป

สำหรับตัวเฟรมรถนั้นเป็นเฟรมผสมแบบมิกซ์เพรสและเหล็กแบบท่อ ซึ่งจะให้ขับในเรื่องบาลานซ์ของรถให้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวรถ CB300R เองนั้นยังคงมีจุดเด่นด้วยการติดตั้งโช้คอัพด้านหน้ามาแบบ USD (หัวกลับ) ขนาด 41mm เบรกหน้าเป็นแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ จานเบรกเป็นแบบโฟลตติ้งดิสก์ และ ABS แบบ IMU-based ในขณะที่ยางนั้นเป็นยางแบบเรเดียล ในส่วนหน้าจอการแสดงผลนั้นหากสังเกตดูจะพบว่า มันมีความคล้ายคลึงกันกับ CB150R เอามากๆ ในการวางตำแหน่งขององค์ประกอบต่างๆ ดังนั้นแล้วแน่นอนว่ามันจะมีไฟชิฟท์ไลท์ (ที่เอาไว้ช่วยเตือนในการเปลี่ยนเกียร์ เมื่อรอบถึงที่กำหนดไว้), ตัวเลขบอกตำแหน่งเกียร์ และรายละเอียดในการวัดค่าต่างๆ ซึ่งมาในรูปแบบของ Fully LCD (ดิจิตอลเต็มรูปแบบ) ในขณะที่ตัวถังน้ำมันนั้นจุมาให้อยู่ที่ 10 ลิตร ซึ่งทางค่ายเองนั้นได้ให้การเคลมข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองการใช้น้ำมันมาว่า เฉลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 30.2 กม. / ลิตร ดังนั้นแล้วหากบรรจุน้ำมันให้เต็มถึง เจ้า CB300R ก็จะวิ่งได้ถึงราวๆ 300 กม. กันเลยทีเดียว

cb1000r-005

ต่อมาสำหรับ CB1000R นั้น แม้ว่าจะมีการดีไซน์ไฟหน้าแบบไฟกลมนั้น แต่ว่ารูปลักษณ์ของตัวรถโดยรวมแล้วถือว่าเป็นรถสปอร์ตเนกเกตที่มีความดุดันก้าวร้าวอยู่ในตัวสูง และมีเส้นสายที่ดุดัน มาพร้อมกับแฮนด์บาร์แบบยกสูงขึ้นมาเล็กน้อย ภาพรวมมันจึงเป็นรถที่ผสมผสานทั้งความคลาสสิก – โมเดิร์น และ แอคเกรซซิฟได้อย่างลงตัว โดยที่เครื่องยนต์พื้นฐานของตัวรถนั้นเป็นการยกเอามากจาก CBR1000RR Fireblade โดยที่มีการปรับเพิ่มพละกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเทียบกับโมเดลเดิมก่อนหน้านี้ถึง 16% ด้วยกัน รวมไปถึงทอร์คหรือว่าแรงบิดที่มากกว่าเดิมถึง 5% ด้วยกัน ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 998cc แบบสี่สูบเรียง ให้แรงม้าสูงสุดมาที่ 143.4 ตัวที่ 10,500 รอบต่อนาที โดยรวมแล้วมันจึงเป็นรถที่เน้นเน้นพละกำลังที่จัดจ้านมากเป็นพิเศษ

และตัวรถเองนั้นยังคงหยิบยกเอาคันเร่งไฟฟ้า (ride by wire) มาจาก CBR1000RR ด้วยซึ่งมาพร้อมกับโหมดในการขับขี่ 3 โหมดด้วยกัน ซึ่งสามารถปรับแต่งให้ใช้งานได้ตามความเหมาะสมของแต่ละยูสเซอร์ หรือตามสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป และตัวรถเองนั้นยังคงมีระบบ slipper clutch (ป้องกันท้ายปัดขณะเชนจ์เกียร์) และมี quickshifter (ตัวช่วยเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัทช์) ติดตั้งมาให้ด้วย โดยที่โครงสร้างของตัวรถนั้นเป็นแบบเหล็กที่ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรถคันนี้โดยเฉพาะเลย และโช้คหัวกลับด้านหน้าของ Showa ที่ทั้งหมดนี้ก็ช่วยให้น้ำหนักตัวของรถโมเดลใหม่นี้น้อยลงกว่าเดิมถึง 12 กก. ด้วยกัน

ในขณะที่ระยะฐานล้อนั้นมีความยาวมากขึ้นกว่า CBR1000RR มันจึงเหมาะสมกับการใช้งานจริงในท้องถนนมากกว่า และมีความเสถียรกว่าในการขับขี่ และเบรกหน้าเป็นปั้มแบบเรเดียลทำงานร่วมกับระบบ ABS ท่อไอเสียนั้นเป็นแบบท่อคู่ออกด้านข้าง ส่วนสวิงอาร์มหลังนั้นเป็นแบบสวิงอาร์มเดี่ยว หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าโปร์อาร์มนั่นเอง

จับตาดูในช่วงไตรมาสแรกของปี 2018 นี้ให้ดี สำหรับใครที่รอคอยสองโมเดลใหม่นี้ รวมไปถึงลุ้นเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ คันอื่นๆ จากทางค่ายปีกนกฮอนด้ากันด้วย ทาง GreatBiker จะมารายงานความคืบหน้ากันอีกอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณภาพจาก motorcyclenews.com hondanews.eu

faLdVZ.gif
faL7SI.gif
fP0tnR.jpg
fP01d0.jpg
fANZIR.gif