3GEHEN.gif
3GEVVV.gif

ตะลุยเส้นทางสุดหฤโหด จากประเทศไทย – กัมพูชา – เวียดนาม พิชิตทะเลทรายมุยเน่ กับครั้งแรกของ Honda CRF 250 Rally โดยทีมงาน GreatBiker

big-cover

เสร็จสิ้นกันไปเรียบร้อยแล้วครับสำหรับทริป “CRF250 RALLY THE FEARLESS DESTINATION” เผชิญหน้า ท้าเส้นทางแรลลี่หฤโหด ที่ต้องขับขี่พิชิต 3 ประเทศ เริ่มตั้งแต่ อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วประเทศไทย ผ่านปอยเปต-เสียมเรียบ-กำปงจามของประเทศกัมพูชา ผ่านชายแดนเวียดนาม-เตยนินท์-โฮจิมินห์-ฟาตเที๊ยตของประเทศเวียดนาม โดยจุดหมายปลายทางของเราครั้งนี้อยู่ที่ มุยเน่ เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นสถานพักตากอากาศริมทะเลที่ดีที่สุดของเวียดนาม และภารกิจที่เราต้องไปพิชิตให้ได้นั่นคือทะเลทราย รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 1,300 กิโลเมตร โดยใช้เจ้า New Honda CRF250 RALLY เป็นพาหนะในการเดินทางร่วมกับบรรดาเซเลบริตี้และสื่อชั้นนำของประเทศไทยรวมทั้งพวกเราทีมงาน GreatBiker ที่ได้เดินทางมาในครั้งนี้ด้วย รวมทั้งสิ้น 17 คันด้วยกัน

เมื่อรถพร้อม ผู้ขับขี่พร้อม เราก็จะได้ไปทดสอบสมรรถนะ ของเจ้า New Honda CRF250 RALLY ว่าจะให้อารมณ์การขับขี่ในเส้นทางที่สภาพถนนและการจราจรต่างกันโดยสิ้นเชิงจะเป็นยังไง หรือที่สื่อต่างประเทศได้ตั้งฉายาว่า “Mini Africa Twin” มันจะเร้าใจขนาดไหนพร้อมลุยกันได้เลยครับ

บททดสอบที่ 1 มือใหม่ในเลนขวา

[เส้นทาง: สถานีรถไฟอรัญประเทศ-ปอยเปต-เสียมเรียบ ระยะทาง 148 กิโลเมตร]

สถานีรถไฟอรัญประเทศเป็นจุดแลนด์มาร์คที่สำคัญที่ทางทีมงานฮอนด้าใช้เป็นจุดปล่อยตัวเราเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่บ่ายโมงเพื่อที่จะผ่านด่านตรวจทั้งฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชาเอง ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อยสำหรับพิธีการข้ามแดนโดยได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากทางเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศ หลังจากผ่านด่านตวจเอกสารต่างๆจากด่านปอยเปต เราก็ต้องเปลี่ยนการขับขี่จากเลนซ้ายที่เราคุ้นเคยมาเป็นเลนขวา ช่วงแรกบอกได้เลยว่าเป็นการขับขี่ที่ยากเอาการกับการที่ต้องแซงซ้ายและขับชิดขวา

ถนนที่นี่เป็นแบบสองเลนสวนกันเหมือนถนนนอกเมืองบ้านเรา บรรยากาศสองข้างทางเป็นทุ่งนาและบ้านเรือนคล้ายกับภาคตะวันออกของเรานั่นเอง วิถีชีวิตของคนที่นี่ไม่ได้รีบเร่งอะไรมากยังคงใช้มอเตอร์ไซค์และจักรยานเป็นส่วนใหญ่ ส่วนบ้านไหนมีรถยนต์เวลาเค้าจะแพ็กของทีก็เรียกว่าย้ายบ้านกันได้เลยเพราะทุกซอกทุกมุมบนรถใส่ได้ทุกอย่าง ที่นอน ตู้เย็น หรือแม้กระทั่งรถมอเตอร์ไซค์เค้าก็ยัดใส่ไปได้

เราใช้เวลาในช่วงแรกประมาณ 2 ชั่วโมงบนท้องถนนกับเลนขวา ที่สภาพผิวถนนค่อนข้างดี จึงทำให้ขับขี่กันได้ง่าย สามารถใช้ความเร็วได้ 100-110 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็มาถึงจุดแวะพักจุดแรกเพื่อเข้าห้องน้ำและทานน้ำกัน เพราะอากาศที่นั่นค่อนข้างร้อนมาก

หลังจากพักเติมพลังกันเสร็จเราก็ขับขี่ต่อเพื่อที่จะมุ่งหน้าไปที่ อ่างเก็บน้ำโบราณที่ชื่อว่า “บารายตะวันตก”ใเส้นทางก่อนถึงแอบเป็นทางฝุ่นเบาๆ ระยะทางประมาณ2-3กิโลเมตร เรียกว่าทดสอบการขับขี่ไปในตัวก็ว่าได้

ข้อมูลจากไกด์ บารายตะวันตก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นเสมือนทะเลสาบน้ำจืด ที่ใช้เพื่อการเกษตร ที่สร้างขึ้นในอณาจักรขอม ตั้งอยู่อยู่ทางตะวันตกของนครธม มีขนาดกว้าง 2.2 กิโลเมตร ยาว 8 กิโลเมตร ลึกโดยเฉลี่ย 7 เมตร มีพื้นที่ 1,760 เฮกเตอร์ จุน้ำได้ราว 123 ล้านลูกบาศก์ลิตร ใจกลางของบาราย มีเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่และมีปราสาทอยู่บนนั้น แต่ปัจจุบันพังทลายไปแล้ว

ตลอดแนวของสันอ่างเก็บน้ำก็จะมีชาวบ้านนำของมาขาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ของที่ระลึก ตลอดจนอาหารและเครื่องดื่ม มีห่วงยางให้เช่าสำหรับใครที่อยากจะลงไปเล่นน้ำ ถือว่าคึกคักพอสมควร

เราขับขี่กันต่ออีกประมาณ 10 กิโลเมตรก็ถึงที่พักวันแรกในเมืองเสียมเรียบโดยสวัสดิภาพ ถือว่าเป็นการปรับพื้นฐานในการขับขี่เจ้า New Honda CRF250RALLY ไปในตัว ทั้งทางดำยาวๆและได้สัมผัสทางฝุ่นบ้าง

วันแรก 148 กิโลเมตร น้ำมันเต็มถังใช้ไปครึ่งถัง คนกับรถสอบผ่านได้สบายเลยครับ

บททดสอบที่ 2 เมืองโบราณถึงสะพานไม้ไผ่

[เส้นทาง: เสียมเรียบ-นครธม-สะพานโบราณ-กัมปงจาม-สะพานไม้ไผ่ ระยะทาง 261 กิโลเมตร]

เช้าวันที่สองของทริป “CRF250RALLY THE FEARLESS DESTINATION” คณะของเราได้เดินทางไปยังนครธมเส้นทางในการขับขี่ก่อนมาถึงเมืองโบราณต้องผ่านการจราจรที่พลุกพล่าน ทั้งตลาดและเขตเมืองใหม่ ได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นเมืองสมัยใหม่ ซึ่งต่างกันกับเส้นทางที่เราผ่านปอยเปตมาอย่างสิ้นเชิง ผู้คนสองข้างทางต่างให้ความสนใจ เนื่องจากว่าที่กัมพูชามีการจำกัดขนาดซีซีของรถที่ไม่เกิน 150 ซีซี นั่นเอง ก็คงดูแปลกตาสำหรับคนแถวนั้นอยู่พอสมควร และที่สำคัญมอเตอร์ไซค์ที่กัมพูชาไม่ได้เปิดไฟหน้าขี่ตอนกลางวันแบบบ้านเรา

ก่อนที่เราจะเข้าเมืองโบราณเราจะต้องทำการซื้อตั๋วเข้าชมก่อน โดยวิธีการก็คือทุกคนจะต้องต่อคิวกันเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ถ่ายรูปเพื่อติดลงบนบัตร ซึ่งบัตรที่ได้มานั้นจะเป็นแบบOne Day Pass สามารถเข้าชมได้ทั้ง นครวัดและนครธม สนนราคาอยู่ที่ 1,300 บาท

หลังจากนั้นไกด์ก็พาเราขี่รถลัดเลาะไปตามเส้นทาง ที่สองข้างทางร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เราได้ขับขี่ผ่านนครวัด ซึ่งนักท่องเที่ยวเยอะมาก เราไม่สามารถที่จะนำรถเข้าไปในพื้นที่นั้นได้เนื่องจากเป็นเขตเมืองมรดกโลกและเวลาเราค่อนข้างที่จะจำกัด ไกด์เลยเลือกที่จะพาเราไปชมนครธมและปราสาทบายนแทน

ข้อมูลจากไกด์ นครธมเป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายและเป็นเมืองที่เข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขอม มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 9 ตารางกิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของนครวัด จุดเด่นที่สุดคือทางเข้าด้านใต้ ที่มีลักษณะเป็นหน้าเทวพักตร์ 4 ด้าน ก่อนจะเข้าสู่บริเวณนี้ จะเป็นแถวของยักษ์ ทางด้านขวา และเทวดาทางด้านซ้าย เรียงรายแบกพญานาคอยู่ 2 สะพาน เมื่อเข้าสู่ใจกลางนครธมเป็นปราสาทหลักของพระเจ้าชัยวรมันเรียกว่า“ปราสาทบายน”

ความพิเศษของทริปนี้ก็คือเราเป็นคณะแรกที่สามารถนำรถมอเตอร์ไซค์เข้ามายังเมืองโบราณได้ โดยปกติแล้วเค้าจะให้เฉพาะรถขนาดเล็กของคนท้องถิ่นเข้าได้เท่านั้น เราใช้เวลาอยู่ที่นี่2ชั่วโมงและเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป

http://i.imgur.com/fbOSNMq.jpg

ห่างออกมาราว 60 กิโลเมตรเราก็ถึงจุดท่องเที่ยวอีกที่นึงนั่นก็คือสะพานหินศิลาแลงโบราณตั้งอยู่ที่เมือง กำปงเกดย มีอายุราว 800 ปี ตัวสะพานกว้าง 15 เมตรยาว 80 เมตร และสูงประมาณ 6-8 เมตร สะพานแห่งนี้ใช้งานให้รถบรรทุกและรถโดยสารวิ่งผ่านมาโดยตลอด เพิ่งจะห้ามผ่านเมื่อ 4-5 ปีมานี้เอง เพราะองค์การยูเนสโก ให้อนุรักษ์เอาไว้ เหลือแต่รถจักรยาน เกวียน และมอเตอร์ไซค์เท่านั้นที่วิ่งสัญจรผ่านไปได้

หลังจากพักกลางวันทานข้าวแล้วเราก็เดินทางกันต่อจุดหมายของวันนี้อยู่ที่เมืองกำปงจาม สังเกตุเห็นน้องๆชาวกัมพูชาช่วงบ่ายโมงจะปั่นจักรยานบ้างมอเตอร์ไซค์บ้าง เด็กเล็กหน่อยก็เดินเต็มสองข้างถนนออกมาจากโรงเรียน หรือว่าที่นี่เรียนกันแค่ครึ่งวันก็ไม่ทราบได้ แอบสงสัยอยู่เหมือนกัน เลยมาหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตได้ความว่า โรงเรียนในกัมพูชา เรียนกันแค่ครึ่งวัน ครึ่งวันเช้า 07.00-12.00 น. ครึ่งวันบ่าย 13.00-17.00 น. นักเรียนที่เรียนตอนเช้า ตอนบ่ายจะไปเรียนภาษาอังกฤษ นอกจากภาษาอังกฤษแล้วคนที่นี่ยังพูดไทยได้ด้วย ตั้งแต่ร้านอาหารไปจนถึงห้างใหญ่ๆเลยทีเดียว

เราใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆก็มาถึงเมืองกำปงจาม เมืองที่มีสะพานไม้ไผ่ยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งสะพานไม่ไผ่นี้ใช้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงไปยังเกาะสูทิน ข้ามได้ทั้งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ จักรยาน หรือแม้กระทั่งเกวียนก็สามารถข้ามไปได้ ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของเมืองนี้เลยก็ว่าได้ แต่ใครสนใจอยากจะไปชมบอกไว้เลยว่าต้องรีบไปครับ เพราะหลังจากนี้อีก 6 เดือน จะทำการรื้อถอน เนื่องจากสะพานข้ามแม่น้ำโขงสายหลักได้ก่อสร้างเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง ก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกัน

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป, ท้องฟ้า, รถมอเตอร์ไซค์ และ สถานที่กลางแจ้ง

วันที่สองของการเดินทาง 261 กิโลเมตร น้ำมันเต็มถังใช้ไปค่อนถัง นั่นก็หมายความว่ารวมทั้ง 2 วัน 401 กิโลเมตรใช้น้ำมันไป1ถังนิดๆ วันนี้ได้เจอทางที่มีการจราจรที่หนาแน่นขึ้น สภาพถนนมีทั้งทางดำ ซ่อมทางเป็นบางช่วง ทางดินเล็กน้อย ตลอดถึงการขี่บนสะพานไม้ไผ่ ก็ได้อารมณ์ในการขับขี่ที่สนุกมากยิ่งขึ้นครับ หลายคนได้ลองไปซ้อมขับขี่บนทราย มีล้มบ้าง ท้ายปัดบ้างก็เรียกอะดรีนารีนให้หลั่งได้พอสมควร ส่วนผมเหรอครับเด็กแว้นสายดอยก็ได้แต่มองตาปริบๆ เพราะแค่เอารถมาจอดถ่ายรูปยังทุลักทุเลเลย

บททดสอบที่ 3 เมืองใหญ่ใจต้องนิ่ง

[เส้นทาง: กัมปงจาม-ชายแดนเวียดนาม-เตยนินท์-โฮจิมินห์-ฟานเที๊ยต ระยะทาง 416 กิโลเมตร]

วันที่สามของทริป “CRF250RALLY THE FEARLESS DESTINATION” ระยะทางร่วม400กิโลเมตร นอกจากมีโค้ชที่ดีทีมที่ดีรถที่ดีแล้ว ร่างกายและจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เจอการจราจรที่มหาโหดขนาดนี้

วันนี้เราได้รับคำเตือนมากจากไกด์และทีมมาแชลว่าที่เวียดนามคุณจะต้องเจอกับอะไรกันบ้าง ชื่อเสียงในการจราจรของเวียดนามเราก็มักจะพบเห็นตามสื่อต่างๆอยู่พอสมควร ทุกคนในทริป ต่างก็เตรียมร่างกายมาเป็นอย่างดีในวันนี้ จากหลายวันที่ผมไม่ทานกาแฟวันนี้ก็เริ่มที่จะจิบกาแฟจากโรงแรมมาบ้างเล็กน้อย

การเดินทางในช่วงแรกจากเมืองกัมปงจามถึงด่านศุลกากรเวียดนามระยะทาง 73 กิโลเมตรการเดินทางในช่วงนี้ถือว่ายังสบายอยู่ใช้ความเร็วได้เป็นปกติเหมือนกับบ้านเรา มีการปรับปรุงซ่อมถนนบ้างเป็นระยะ สภาพพื้นผิวถนนก็แตกต่างกันออกไปทั้งทางดำ ทางลูกรัง ทางกรวด มีทางให้ได้ยืนขี่กันบ้างก็พอแก้เมื่อยกันไปได้

หลังจากผ่านด่านตวรจคนเข้าเมืองและประทับตราพาสปอร์ตเรียบร้อยแล้วขบวนของเราทั้ง 17 คัน ก็มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองเตยนินท์ของประเทศเวียดนาม ที่นี่รถทุกคันต้องจำกัดความเร็วที่60กิโลเมตร/ชั่วโมงสำหรับทางที่ไม่ใช่เขตชุมชน 40กิโลเมตร/ชั่วโมงสำหรับเขตชุมชน ไม่ว่าจะเป็นรถใหญ่หรือรถเล็กจะต้องวิ่งในความเร็วที่กำหนดทั้งหมดทุกคัน

ไฮไลท์สำคัญของวันนี้อยู่ที่การขับขี่ในเมืองโฮจิมินห์ อย่างที่เกริ่นกันไปแล้วในช่วงต้นว่าการจราจรที่นี่หนาแน่นมากโดยเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์ ด้วยประชากรที่นี่มีถึง 7,500,000 คน และทุกคนจะมีรถมอเตอร์ไซค์อย่างน้อยคนละหนึ่งคัน ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยที่บนท้องถนนจะเต็มไปด้วยเหล่าไบเกอร์ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย

การขับขี่ของเราเริ่มต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่กันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการมุดการแทรกในที่แคบ การเบรคและการใช้เกียร์ เรียกว่าใช้ทุกสกิลที่ได้ร่ำเรียนมากันเลย การตัดสินใจเป็นเรื่องที่สำคัญในการเลือกว่าเราจะไปซ้ายหรือขวาเพราะที่นี่ไม่สามารถเดาได้เลยว่าเค้าจะไปทางไหน หรือหากเราตัดสินใจช้าขบวนของเราก็จะถูกแทรกไม่ใช่แค่คันสองคันแต่จะโดนเป็น 20-30 คันเลยทีเดียว

ข้อดีของเจ้า New Honda CRF250RALLY อย่างแรกเลยด้วยตัวรถที่มีความสูงทำให้ทรรศนะวิสัยในการขับขี่เห็นได้ไกลมากขึ้น อย่างต่อมาคือรถที่มีแรงทอร์คที่สูงทำให้สามารถควบคุมการขับขี่ในช่องทางที่แคบได้สบาย และที่สำคัญรถแนวนี้ใช้เบรคหน้าเป็นส่วนใหญ่เวลาเบรคหนักๆช่วงโช้คอัพหน้าที่เป็นแบบเทเลสโคบิคก็ทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดี

ขบวนของเราใช้เวลาในการขับขี่ออกจากเมืองโฮจิมินห์เป็นเวลา2ชั่วโมงเพื่อมุ่งหน้าเข้าฟาดเที๊ยตด้วยความคร่ำเคร่ง หลังจากที่หลุดมาได้อุปสรรค์ใหม่ก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง นั่นก็คือการขับขี่ในเวลากลางคืน ซึ่งรถอาจจะไม่มากเท่าโฮจิมินห์แต่ว่ามีรถบรรทุกและการซ่อมทางอยู่เกือบตลอดสาย เราต้องใช้สมาธิมากกว่าเดิม มีช่วงจังหวะที่ขบวนขาดไปบ้างแต่ด้วยความชำนาญและสกิลที่สูงของทีมพี่ๆมาแชลก็ทำให้เราต่อขบวนกันได้ในที่สุดและถึงที่หมายอย่างปลอดภัยโดยไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว

จบวันที่ 3 ระยะทางทั้งหมด 416 กิโลเมตร ใช้น้ำมันไป 1 ถัง วันนี้ร่างกายล้าเป็นพิเศษ การใช้สมาธิและสกิลที่มีสูงมาก แต่ต้องขอชื่นชมสมาชิกทุกท่านและทีมพี่ๆมาแชลที่ช่วยกันประคองขบวนมาจนถึงมุยเน่ได้ในที่สุด

บททดสอบที่ 4 พิชิตทะเลทรายขาวที่มุยเน่

[เส้นทาง:มุยเน่-Red Cayon-ทะเลทรายขาว ระยะทาง100 กิโลเมตร]

วันสุดท้ายของทริป “CRF250 RALLY THE FEARLESS DESTINATION” เผชิญหน้า ท้าเส้นทางแรลลี่หฤโหด พิชิต3ประเทศ ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ก็จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ที่เราต้องไปพิชิตให้ได้นั่นก็คือการได้ขี่บนทะเลทรายซึ่งจะมีซักกี่ครั้งที่เราจะได้ทำกันแบบนี้ ว่าแล้วก็จัดแจงแต่งองค์ทรงเครื่อง ขึ้นบนมอเตอร์ไซค์ตามขบวนเหล่าผู้กล้าทั้งหลายไปยังจุดหมายนั่นก็คือทะเลทรายขาวนั่นเอง

มุยเน่ในอดีตเป็นเพียงหมู่บ้านของชาวประมงเท่านั่น แต่ด้วยความร่วมมือจากทางภาครัฐและเอกชนจึงทำให้มุยเน่เป็นสถานพักตากอากาศริมทะเลที่ดีที่สุดของประเทศเวียดนาม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นชาวรัสเซียเนื่องจากกิจการส่วนใหญ่จะเป็นของชาวรัสเซียร่วมทุนกับชาวเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งมินิมาร์ท ไกด์บอกว่าอีกส่วนนึงที่ชาวรัสเซียเยอะก็เพราะว่าเค้าหลบหน้าหนาวมาพักนั่นเอง

จุดหมายแรกของวันนี้ก็คือ Red Cayon ซึ่งมีลักษณะเป็นธารน้ำเก่าที่ตอนนี้น้ำแห้งขอดไป มีความลึกลงไปประมาณ 2 เมตร พื้นล่างเป็นทราย ซึ่งหลายคนก็ได้ลงไปขี่ทดสอบดู ขนาดพี่ๆเซียนๆยังทุลักทุเลประคองรถกันน่าดู ไม่ต้องพูดถึงผมเลยแค่ประคองรถไปจอดยังยากเลย ได้แต่มองพี่ๆขี่กันอย่างสนุกสนานกันต่อไป

จุดหมายปลายทางของทริปนี้ ทะเลทรายขาว (White Sand Dunes) เป็นพื้นที่ที่มีภูเขาทรายกินเนื้อที่เป็น10กิโลเมตร ใครที่มาที่มุยเน่ก็ต้องได้มาสัมผัสที่แห่งนี้ กิจกรรมก็มีทั้งเดินถ่ายรูป นั่งรถATV นั่งรถ four wheels เที่ยวชมตามจุดต่างๆบนทะเลทราย ส่วนขบวนของเรามีโอกาสได้นำรถไปทดสอบขับขี่บนนั้นด้วย ความยากของการขับขี่บนทะเลทรายก็คือถ้ารถไม่ลอยตัวบนทรายจะไม่สามารถขี่ได้เลย ล้อจะจมลงเรื่อยๆ ก็ต้องมาตั้งหลักขี่ขึ้นไปใหม่ ส่วนผมไบเกอร์สายดอยออกมาไม่ถึง20เมตรก็ติดแหงกไม่ขยับไปไหนเลยทำเอาหมดแรงกันเลยทีเดียว ส่วนใครที่ขี่ได้ก็บิดกันแบบลืมเหนื่อย หลายคนมีล้มลุกคลุกคลานแต่ก็ตั้งรถกลับไปขี่กันใหม่อย่างสนุกสนานก็ถือว่าคุ้มค่ามากกับการที่ได้มาร่วมทริปในครั้งนี้ถือว่าปิดทริปได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ

บทสรุปของทริป “CRF250 RALLY THE FEARLESS DESTINATION” เผชิญหน้า ท้าเส้นทางแรลลี่หฤโหด พิชิต3ประเทศ ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม นอกจากสภาพร่างกายและจิตใจของ

ผู้ขับขี่ที่ต้องผ่านเส้นทางหฤโหดแล้วรถมีส่วนสำคัญมากในการเดินทาง ซึ่งจะต้องเจอกับทุกสภาพถนน ทั้งแห้งทั้งเปียก ทางดำ ทางฝุ่น ลูกรัง ทางกรวด ทางทราย ตลอดจนการจราจรที่ติดขัดมากๆ การขี่กลางวันและกลางคืน สมกับชื่อทริปจริงๆ เจ้า New Honda CRF250RALLY ก็ตอบโจทย์ทุกคำถามได้เป็นอย่างดี ท่านั่งในการขับขี่ในระยะทางไกลก็สบายกว่ารถหลายๆแนว และถึงแม้จะมีเพียง 250ซีซี แต่ก็สามารถเดินทางไกลๆโดยไม่มีเรื่องจุกจิกให้ผู้ขับขี่ได้รำคาญใจแต่อย่างใด ส่วนอัตราสิ้นเปลืองถือว่าประหยัดมากเราใช้น้ำมันไป2ถังกว่าจากอรัญประเทศจนถึงที่หมายคือมุยเน่ประเทศเวียดนาม หากใครได้มีโอกาสได้ลองขับขี่ผมเชื่อว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน

เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีพี่น้องสื่อมวลชนที่ร่วมทริปไปกับเราทั้ง 17 คัน พี่ๆมาแชลที่คอยแนะนำเทคนิควิธีการในการขับขี่รูปแบบต่างๆให้ และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ขอบคุณ เอพี.ฮอนด้า ที่จัดกิจกรรม“CRF250 RALLY THE FEARLESS DESTINATION” เผชิญหน้า ท้าเส้นทางแรลลี่หฤโหด พิชิต3ประเทศ ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโอกาสหน้าทีมงาน GreatBiker จะได้มาถ่ายทอดเรื่องราวให้เพื่อนๆได้อ่านกันอีกในโอกาสตอบไปครับ

GreatBiker Team

ผู้ขับขี่ – เรื่อง ทศพล ธีสา (ทศ GreatBiker)


ถ่ายทำ เกียรติศักดิ์ งามขำ (ปั้ม GreatBiker)

ทริป “CRF250 RALLY THE FEARLESS DESTINATION” ในรูปแบบ VDO

faLdVZ.gif
faL7SI.gif
3VVGBg.jpg
3VVcmJ.jpg
3G5I7P.gif
kugwcP.jpg