ประวัติศาสตร์เครื่องยนต์ V4 ของ Honda Part2 จบบริบูรณ์

Honda_RVF750R_RC45_cutaway

ต่อเนื่องจาก Part1 กับการนำเสนอโมเดลต่างๆของรถมอเตอร์ไซค์จากค่าย Honda ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ V4 และครั้งนี้ก็เป็น Part สุดท้ายของบทความนี้ครับ ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่าน Part1 ก็สามารถกดเข้าไปอ่านได้ที่นี้เลยครับ ประวัติศาสตร์เครื่องยนต์ V4 ของ Honda Part1

มาต่อกันที่เรื่องของรถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์แบบ V4 จากค่ายปีกนก Honda กันต่อเลยครับ โดยใน Part นี้เริ่มจะมีรถมอเตอร์ไซค์ที่หลายๆคนเริ่มรู้จักกันมากขึ้น โดยจะยังอยู่ในช่วงปลายของยุค 80’s เรามาต่อกันเลยกับโมเดลนี้ครับ


1987 Honda VFR400R (NC24)

เจ้า VFR400R หรือ NC24 โดยเจ้า NC24 คันนี้ถูกวางบทบาทที่เหมือนกับรุ่นพี่ VFR750R ที่เป็นรถแข่ง Endurance โดยใช้โครงสร้างเดียวกับแต่มีขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กกว่า และยังติดตั้ง Single Side Swingarm หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Pro Arm เพื่อให้ตอบโจทย์ในการลดระยะเวลาในการเปลี่ยนยางของการแข่งขันนั่นเอง


1989 Honda VFR400R (NC30)
NC30 คันนี้นับได้ว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ V4 ที่ดีที่สุดในคลาสไม่เกิน 400 ซีซี โดยทางทีมวิศวกรของ Honda ได้ใช้เวลากว่า 2 ปี ในการพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและมีอัตราสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงที่น้อยลง โดยบทบาทของเจ้า NC30 คันนี้เริ่มมีบทบาทในสนามแข่ง Road Racing มาขึ้น ซึ่งมีทีมแข่งหลายทีมได้นำมันมาพัฒนาเป็นรถแข่งทางเรียบที่มีประสิทธิภาพสูง โดยทาง Honda เองก็มีการต่อยอดจากรุ่นนี้ไปสู่รถมอเตอร์ไซค์เนกเกตภายใต้รหัส Honda VFR400Z ที่สร้างกระแสตอบรับจากผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี


1990 Honda VFR750F

การกลับมาอีกครั้งของรหัส F แต่มาคราวนี้บุคลิกของตัวรถได้ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ให้ออกมาในแนวทางของ Sport Touer ที่เน้นการใช้งานเดินทางท่องเที่ยวในระยะทางไกลเป็นหลัก โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยพละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 104 HP และด้วยการวางตำแหน่งของแฮนด์ที่ไม่ถึงกับ Sport จ๋ามากเกินไป ทำให้มันถูกนำเอามาใช้งานบนท้องถนนกันอย่างแพร่หลาย


1990 Honda ST1100 Pan European

เรียกได้ว่าโมเดลนี้เป็นโมเดลคู่ขนานของ Honda Glodwing เลยก็ว่าได้ โดยมีจุดแตกต่างที่เครื่องยนต์แบบ V4 90 องศา ขนาด 1085 ซีซี 4 จังหวะ 4XCV Carburetors ที่สามารถสร้างพละกำลังสูงสุดได้ 100 HP ที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 107 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที  ด้วยการวางตำแหน่งของเพลาข้อเหวี่ยงในแนวเดียวกับตัว Frame ของรถทำให้มันกลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์เพื่อการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างความเร็วสูงได้ และเป็นหนึ่งในรถ Sport Touring ที่ดีที่สุดของ Honda อีกด้วย


1992 Honda NR750

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเจ้า NR750 คันนี้คือจำนวนวาล์วบนหัวลูกสูบที่มีมากถึง 32 วาล์ว หรือ 8 วาล์วต่อสูบ ซึ่งมันเป็นรูปแบบของรถมอเตอร์ไซค์เพื่อการแข่งขันโดยตรง แต่ดูเหมือนว่าการพัฒนาตรงจุดนี้จะไม่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้ดีนัก ด้วยราคาค่าตัวของมันที่พุ่งสูงตามจำนวนของวาล์วที่มี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในท้องตลาดสมัยนั้น เจ้า NR750 เองก็ไม่ได้โดดเด่นออกมาจากคู่แข่งมากมายนัก ด้วยราคาที่แพงจึงทำให้มันตกรุ่นไปอย่างรวดเร็วและนี้น่าจะเป็นรถเครื่อง V4 ของ Honda ที่น่าผิดหวังมากที่สุด


1994 Honda RVF750R (RC45)

เมื่อมีจุดต่ำสุดก็ต้องมีจุดสูงสุดเช่นกัน การกลับมาของเครื่องยนต์ V4 ของ Honda ในโมเดล RVF750R ถือว่าเรียกศรัทราคืนจากแฟนๆได้อย่างมากล้น ด้วยการออกแบบที่ดูร่วมสมัยผสมผสานกับหลักพลศาสตร์ที่ชัดเจนมากขึ้น ชุดเกียร์ใหม่ที่เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมันคือโมเดลที่จุดประกายเครื่องยนต์แบบ V4 ของ Honda ให้กลับมาโลดแล่นใหม่อีกครั้ง


1994 Honda RVF400R NC35
เช่นเดียวกับ VFR400R ที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมาจาก VF400F กับโมเดลพิกัด 400 ซีซี ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตามรุ่นพี่ RVF750R ด้วยชุดโครงสร้างใหม่เครื่องยนต์ที่ถูกออกแบบใหม่ ระบบกันสะเทือนหน้าหลังใหม่ทั้งคัน รวมไปถึงวงล้อหน้าหลังที่มีขนาดที่แตกต่างกัน โดยในด้านหน้าจะเป็นวงล้อขนาด 18 นิ้ว ส่วนด้านหลังวจะเป็นวงล้อแบบ 17 นิ้ว


1994 Hinda VFR750F

นับว่าเป็นยุคสุดท้ายของเครื่องยนต์ V4 ขนาด 750 ซีซี โดยเจ้า 1994 VFR750F คันนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบรูปลักษณ์ของ Honda NR ร่วมไปถึงการปรับแต่งเล็กน้อยๆ เพื่อลดน้ำหนักตัวให้เบาลง ทำให้เจ้า VFR750 คันนี้สามารถลงแข่งขันได้ในระดับ Super Sport อยู่หลายปี ก่อนที่จะมีรุ่น 800 ซีซี มาทดแทน


1994 Honda VF750C Magma

หลังจากหยุดสายการผลิต VF750c Magma ไปในปี 1988 การกลับมาอีกครั้งต้องยิ่งใหญ่กว่าเดิม โดยเจ้า Magma คันใหม่นี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์เดียวกับ VFR750R โดยมีการปรับลดแรงม้าให้เหลือ 75 แรงม้า แต่ได้เพิ่มแรงบิดให้สูงในรอบที่ต่ำ เพื่อให้เข้ากับแนวทางของตัวรถ ซึ่งมันมาเพื่อแย่งชิงพื้นที่เจ้าตลาดจาก Yamaha VMax นั่นเอง


1998 Honda VFR800F

อยากที่บอกไปในโมเดล VFR750F ที่ถูกทดแทนโดยเจ้า VFR800F ด้วยเครื่องยนต์ที่มีการขยายกระบอกสูบขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ 748 ซีซี เป็น 782 ซีซี และเปลี่ยนรหัสมาเป็น VFR800F โดยเครื่องยนต์ตัวนี้ถูกพัฒนาต่อจาก RC45 อีกที


2002 Honda VFR800 VTEC

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของเครื่องยนต์ V4 ด้วยการเพิ่มระบบ VTEC ที่ช่วยเหลือในการเปิดปิดวาล์วไอดีและไอเสียตามอัตราการหมุนของเครื่องยนต์ ซึ่งแทนที่ระบบนี้จะกลายเป็นจุดเด่นเพิ่มยอดขาย แต่กลับเป็นข้อด้อยที่โดนโจมตีอย่างหนักจากความผิดพลาดของการทำงานในระบบนี้ ทำให้เจ้า VFR800 VITEC นั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนักในตลาดรถมอเตอร์ไซค์


2002 Honda ST1300 Pan European

การพัฒนาต่อยอดจาก ST1000 โดยเครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนาให้ทำงานได้อย่างราบลื่น เฟรมรถใหม่ที่ผลิตจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางไกลได้ดีมากขึ้น ลดภาระของผู้ขับขี่จากการแบกน้ำหนักของตัวรถที่มาก และด้วยเครื่องยนต์ที่เพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นทำให้มันเป็นหนึ่งในตัวเลือกแถวหน้าของสาย Touring ให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้งานกัน


2010 Honda VFR1200F

หลังจากลงทุนครั้งใหญ่ไปกับระบบ VTEC  ที่โดนโจมตีอย่างหนัก ทาง Honda เองก็ได้เข็นเอาเพชรเม็ดงานที่ผสมผสานเทคโนโลยีระบบ Single-Cam หัววาล์วแบบสี่หัวและระบบ Seamless-Shift และระบบ Dual Clutch Transmision ทำให้เจ้า VFR1200F นั้นกลายเป็นหนึ่งในสุดยอดรถมอเตอร์ไซค์ Sport Touring ไปโดยปริยาย


2011 Honda VFR800X Crossrunner

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งรถที่ทาง Honda คิดผิดอย่างมหันต์ด้วยการเลือกใช้งานเครื่องยนต์กับแนวทางรถที่ค่อนข้างขัดแย้งกันอย่างมาก  Fโดยตัวรถถูกวางบุคคลิกที่เน้นแรงม้ามากกว่าแรงบิด ทำให้ตัวรถนั้นค่อนข้างไม่ตอบโจทย์ของรถที่ต้องการการออกตัวที่คล่องแคล่ว แต่กลับทำความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตัวรถนั้นไม่มีแฟร์ริ่งหรือชิ้นส่วนไหนมาช่วยเรื่องของหลักพลศาสตร์แม้แต่ชิ้นเดียว


2014 Honda VFR800F

หลังจากล้มเหลวกับ VFR800F VTEC ไป อีก 12 ปีให้หลัง Honda กลับมาพัฒนาเจ้า VFR800F อีกครั้ง โดยครั้งนี้วางรูปแบบของเครื่องยนต์และตัวรถที่เน้นรูปแบบของการเดินทางไกลเป็นหลัก ด้วยเครื่องยนต์บล็อกเดิมที่ถูกพัฒนาชิ้นส่วนอะไหล่ให้มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็นับว่าเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นมากกว่าที่ทำกับ VFR800X Crossrunner นอกจากชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ระบบช่วงล่างและระบบเบรกก็ถูกปรับให้เข้ากับแนวทางของตัวรถที่ดีขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ VF750F ตัวต้นตระกูลนั้น เรียกได้ว่าคนล่ะแนวทางกันอย่างชัดเจน


20115 Honda FC213V-s

ถือว่าเป็นที่สุดของรถมอเตอร์ไซค์ที่สามารถวิ่งตามท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการนำเทคโนโลยีจากสนามการแข่งขัน MotoGP มาใส่ในรถมอเตอร์ไซค์ที่ถอดแบบออกมาแทบจะทุกตารางนิ้ว ทั้งสมรรถนะเครื่องยนต์และการออกแบบที่เน้นตามหลักพลศาสตร์เต็มรูปแบบ และด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งมายังตัวรถ และจำนวนการผลิตที่มีเพียง 213 คันในโลก ทำให้เจ้า RC213V-s นั้นมีราคาที่สูงถึง 8 ล้านบาท ซึ่งไม่ต้องพูดราคาขายต่อของมันในตอนนี้ เพราะมันพึ่งสูงไปแตะราคา 10 ล้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นี้คือเกือบทั้งหมดของรถมอเตอร์ไซค์จากค่าย Honda ที่เลือกใช้งานเครื่องยนต์แบบ V4 ซึ่งมันก็มีทั้งดีและด้อยตามประสาของการพัฒนาที่อาจจะตรงจุดบ้างผิดจุดบ้าง แต่สิ่งที่เราคาดหวังสูงสุดก็คือเรื่องของประสิทธิภาพที่ส่งเสริมศักยภาพของตัวรถให้ถึงขีดสุด เรามารอดูกันดีกว่าว่าในปี 2019 นี้ Honda จะผลัดดันเจ้า CBR1000RR Fireblade ที่จะปรับเครื่องยนต์มาเป็น V4 และมันจะนำพาแบรนด์ไปยังทิศทางใด แฟนๆ ค่ายปีกนกต้องติดตามกันต่อไปครับ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.visordown.com

faLdVZ.gif
faL7SI.gif
fP0tnR.jpg
fP01d0.jpg
k7nOgV.gif
3Ux9dl.gif
kugwcP.jpg